Posted on Leave a comment

8 แข้งดังลุ้นสลัดเดี้ยงบู๊บอลโลก (ตอน1)

8 แข้งดังลุ้นสลัดเดี้ยง
บู๊บอลโลก (ตอน1)
         การแข่งขันฟุตบอลโลก คือทัวนาเมนต์ยิ่งใหญ่ที่สุดที่นักฟุตบอลทุกคนอยากสัมผัส แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า  Program รับใช้สโมสรทีมในทุกซีซั่น มีความเสี่ยงที่ต้องเจออาการเดี้ยงเล่นงาน ซึ่งอาจต้องพักยาวจนพลาดมีส่วนร่วมในเวิลด์คัพก็เป็นได้ ดูบอล Online 
         ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียกลางปีนี้ มี 32 ชาติร่วมโม่แข้งในรอบสุดท้ายเช่นเดิม แข้งรายดังของหลายชาติเจอโรคเดี้ยงเล่นงานในช่วงก่อนจบลงฤดูกาล เป็นความโชคร้ายที่ยังต้องลุ้นอย่างหนัก ว่าจะสมบูรณ์ทันเวลาลงช่วยบ้านเกิดได้หรือไม่ วันนี้เรามีข้อมูลที่น่าดึงดูดใจของแข้งดัง 8 ราย ที่ยังไม่ชัวร์ว่าจะฟิตทันลุยบอลโลกหรือไม่ สตาร์ทกันที่ 4 รายแรกก่อน จะมีใครบ้างนั้น ไปหาคำตอบกันเลย    
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ( สวีเดน )     สไตเกอร์จอมเก๋า 36 ปีรายนี้ โชคร้ายเจ็บหนักบริเวณเข่าตั้งแต่เมษายนปีที่แล้ว ในการลงสนามเกม ยูโรป้า ลีก ให้ทีม “ปีศาจแดง” แมนฯ ยู ก่อนจะคัมแบ็คฤดูกาลนี้ แต่ก็ช่วยทีมได้ไม่กี่นัด ก็มีปัญหาเรื่องความฟิตอีกครั้ง ทำให้อดเล่นให้ ยูไนเต็ด ตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2017 เป็นต้นมา แม้ล่าสุดจะร่วมซ้อมกับเพื่นร่วมทีมได้แล้ว แต่ก็ไม่มีกำหนดคืนสนามที่ชัดเจน ซลาตัน กับประเทศบ้านเกิด สวีเดน นั้น ปิดฉากลงไปแล้วหลังจบศึกยูโร 2016 ที่ตัวเขาประกาศรีไทร์ไป ฝากผลการเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลไว้ที่ 62 ประตู แต่เขาก็พร้อมและยินดีเสมอ หากได้รับโอกาสจาก ยานเน่ อันเดอร์สัน กุนซือของทีมเรียกตัวไปลุยบอลโลกครั้งนี้
ฮวน กวาดราโด้ ( โคลัมเบีย )   ปีกจอมพลิ้วทีมชาติโคลัมเบียรายนี้ ลงสนามครั้งสุดท้ายให้สโมสร “ม้าลาย” ม้าลายยูเวนตุส เมื่อ 23 ธันวาคมปีที่แล้ว เขาโดนอาการเดี้ยงบริเวณโคนขาหนีบเล่นงานบ่อยครั้ง จนต้องเข้ารับการผ่าตัดในเดือนมกราคม โดยมีการคาดหมายว่าต้องพักประมาณ 1 เดือน แล้วจึงคัมแบ็คซ้อมได้ แต่ ณ ขณะนี้ก็ยังไม่ความชัดเจนว่าตัวเขาจะกลับมาได้ตอนไหน เหตุเพราะ กวาดราโด้ เกิดอาการอักเสบจากแผลที่ผ่าตัด ทำให้การคืนสนามล่าช้าออกไป แม้แต่ผู้จัดการทีมอย่าง มักซ์ อัลเลกรี ยังให้คำตอบไม่ได้ แต่ก็คิดบวกว่า ตัวรุกรายนี้จะหายทันช่วยแผ่นดินแม่ โคลัมเบีย ลุยเวิล์ดคัพได้ทันเวลา 
อเล็กซานเดอร์ โกโกริน ( รัสเซีย )           กลายเป็นข่าวร้ายของเจ้าภาพ รัสเซีย อย่างแท้จริง เพราะหนึ่งในแข้งตัวความหวังของชาติอย่าง อเล็กซานเดอร์ โกโกริน ศูนย์หน้าตัวเก่งจาก เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โชคร้ายเดี้ยงเอ็นไขว้เข่าฉีก จากเกม ยูโรป้า ลีก นัดล่าสุดที่พบกับ อาร์เบ ไลป์ซิก ความรุนแรงของการเดี้ยงครั้งนี้ เป็นเหตุให้หัวหอกฟอร์มฮอต ที่ยิงไปแล้ว 10 ประตู รั้งรองดาวซัลโวในลีก ต้องพักรักษาตัวประมาณ 5 เดือน เขาจึงอดช่วยประเทศบ้านเกิดลุยศึกฟุตบอลโลกแน่นอนแล้ว ต้องหวังปาฎิหาริย์ หรือใช้ยาวิเศษเท่านั้น จึงจะลุ้นให้หัวหอกรายนี้มีโอกาสได้ลงสนามในเวิล์ดคัพครั้งนี้       
มานูเอล นอยเออร์ ( เยอรมัน ) นายทวารมือหนึ่งของทัพ “อินทรีเหล็ก” ทีมชาติเยอรมัน และสโมสร “เสือใต้” เสือใต้ หายหน้าไปจากการลงสนามตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว เพราะโชคร้ายเดี้ยงกระดูกเท้าแตก ในตอนนั้นมีกำหนดคืนสนามที่ชัดเจนคือเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เราก็ยังไม่เห็น นอยเออร์ ลงสนามในบุนเดสลีก้า หรือสโมสรยุโรป สรุปคืออาการที่ผ่าตัดกำเริบ ทำให้ต้องขยายเวลารักษาตัวไปอีก 3 เดือน คาดว่านายด่านวัย 31 ปีจะพร้อมลงเล่นอีกครั้งในเดือนเมษายนนี้ เชื่อมั่นว่ารอบนี้ทั้งทีมชาติ และสโมสรจะได้ผู้รักษาประตูเบอร์หนึ่งแห่งเมืองเบียร์ คัมแบ็คสู่สังเวียนฟุตบอลอีกครั้ง สาวกต้องคอยอัพเดทอย่างเรื่อยๆ ลุ้นกันจนถึงวันประกาศรายชื่อเลยทีเดียว ดูบอล Online 

ufa1688  

Posted on Leave a comment

ประวัติ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

ประวัติ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

ชื่อเต็ม : แอนดรูว์ เฮนรี่ โรเบิร์ตสัน
วันเดือนปีเกิด : 11 มีนาคม ค.ศ. 1994 (26 ปี)
สถานที่เกิด : กลาสโกว์ สกอตแลนด์
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : แบ็กซ้าย

 

แอนดรูว์ เฮนรี่ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายตัวเก่งของ หงส์แดง สโมสรชั้นนำใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เริ่มเส้นทางลูกหนังจากการเป็นนักเตะเยาวชนของ เซลติก ทีมในบ้านเกิด ทว่าเส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหลังไม่สามารถขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้จนต้องออกจากทีมเยาวชนของ เซลติก ทำให้ต้องไปหางานทำชั่วคราวจากการเป็นพนักงานเก็บเงินในห้างซูเปอร์มาร์เกต มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ เพื่อให้หาเงินเลี้ยงชีพ และเคยเป็นเด็กรับจองตั๋วที่สนามแฮมป์เดน พาร์ค

ก่อนไปสู่ปี 2012 เจ้าตัวถูก ควีนส์พาร์ค คว้าตัวไปร่วมทัพก่อนจะย้ายไปเล่นให้ ดันดี ยูไนเค็ด ระหว่างปี 2013-2014 ก่อนซบ ฮัลล์ ซิตี้ ระหว่างปี 2014-2017 ซึ่งในปีสุดท้ายกับ ฮัลล์ ซิตี้ เป็นทางฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ หงส์แดง ตัดสินใจควักเงิน 8 ล้านปอนด์คว้าแบ็คซ้ายจากทีมตกชั้นในตลาดซัมเมอร์ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2017 ก่อนจะได้โอกาสพอดีจริงเป็นนัดแรกในเกมเปิดแอนฟิลด์เอาชนะ คริสตัลพาเลซ 1-0 ในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2017

ในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2019 รอเบิร์ตสันตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรหงส์แดง ไปจนถึงปี 2024 ต่อมาทาง โรเบิร์ตสัน ยังติดทีมทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ร่วมกับเพื่อให้นร่วมทีมอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์,ซาดิโอ มาเน่ และ เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2019 จากการเอาชนะ สเปอร์ส 2-0

เริ่มซีซั่น 2019–20 แข้งกัปตันทีมชาติสกอตแลนด์ผู้นี้ยังเดินหน้าไล่ล่าแชมป์ร่วมกับเพื่อให้นร่วมทีมหลังสามารถเอาชนะ เชลซี พร้อมกับคว้าถ้วย ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2019 ก่อนจะไปคว้าแชมป์สโมสรโลกได้เป็นนัดแรกของสโมสรจากการชนะ ฟลาเมงโก้ ยอดทีมจากลีกบราซิล ก่อนท้ายซีซั่นดังกล่าวข้างต้นจะช่วยให้ หงส์แดง คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกนัดแรกในรอบ 30 ปีได้สำเร็จ

 

 

 

เกียรติประวัติ
– พรีเมียร์ลีก : 2019–20
– ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2018–19
– ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ : 2019
– บอลชิงแชมป์สโมสรโลก : 2019

เกียรติประวัติส่วนตัว
– ดาวรุ่งยอดเยี่ยมจากสมาคมบอลอาชีพสกอตแลนด์ : 2013–14
– ติดทีมยอดเยี่ยมจากสมาคมบอลอาชีพสกอตแลนด์ : 2013–14
– ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก : 2018–19
– ติด 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2018–19
– มีชื่อในติด FIFA FIFPro World11 nominee : 2019 (ชั้น 7 : ตำแหน่งแนวรับ)
– ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี ฟีฟ่า EA Sports : 2019
– ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี ยูฟ่า : 2019

          เบน ชิลเวลล์ เป็นนักเตะในตำแหน่งแบ็คซ้ายของ สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมชื่อดังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และยังเป็นผู้เล่นทีมชาติอังกฤษอีกด้วย

          ชิลเวลล์ เกิดที่ มิลตัน คีนส์ มณฑลบักกิงแฮมเชอร์ เขาเป็นลูกหม้อของอคาเดมี่ เลสเตอร์ ซิตี้ และโชว์ฝีเท้าโดดเด่นเกินอายุจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีประจำศูนย์ฝึกซ้อมเยาชนของ เลสเตอร์ ในฤดู 2014/15

          ในยุคของกุนซือ เคลาดิโอ รานิเอรี ชิลเวลล์ ได้ถูกโปรโมตรขึ้นชุดใหญ่เจ้าตัวได้โชว์ฝีเท้าให้กับทัพ "สุนัขจิ้งจอก" ในช่วงทัวร์ปรีซีซั่น และได้รับเสื้อหมายเลข 30 ในทีม ก่อนเปิดศึกฤดู 2015/16 หลังจากนั้นเจ้าตัวเดบิวต์เกมแรกในฐานะนักเตะอาชีพ ในแมตช์แข่งขันวันที่ 27 ตุลาคม 2015 ในศึก ลีก คัพ โดยเจอกับ ฮัลล์ ซิตี้ เจ้าตัวเล่นเต็มเกมแต่ไม่สามารถช่วยทีมได้ เลสเตอร์ พ่าย ดวลจุดโทษ 5-4 หลังจากเสมอกันในเวลา 1-1   

          วันที่ 19 พฤศจิกายน 2015 การผจญภัยบทใหม่ของ ชิลเวลล์ ในวัย 18 ปี เริ่มขึ้นเมื่อเขาถูกสโมสรปล่อยแบบยืมตัวไปร่วมทีม ฮัดเดอส์ฟีลด์ ทาวน์ ในศึกแชมเปี้ยน ชิพ จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2016 เขาเปิดตัวเกมแรกให้กับ ฮัดเดอส์ฟีลด์ ในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านพ่าย มิดเดิ้ลสโบรช์ 0-2

          หลังจากนั้นเส้นทางอาชีพของเขาก้าวขึ้นมาอีกระดับ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2016 ชิลเวลล์ เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปจนถึง ปี 2021 จากนั้นเขาเปิดตัวเกมแรกในพรีเมียร์ลีก กับ เลสเตอร์ ในวันที่ 26 ธันาวาคม 2016 ในเกมที่ "จิ้งจอก" เปิดบ้านพ่าย เอฟเวอร์ตัน 0-2 เขาได้รับคำชื่นชมในเรื่องฟอร์มการเล่นเป็นอย่างมาก โดยในฤดู 2016/17 เจ้าตัวลงเล่นรวมทุกรายการไป 19 นัดซึ่งรวมทั้งการเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 นัดอีกด้วย และในวันที่ 18 พฤษภาคม 2017 เขาก็ยิงประตูแรกในฐานะนักเตะอาชีพได้สำเร็จ ในเกมที่ เลสเตอร์ เปิดบ้านแพ้ สเปอร์ส 6-1

          ชิลเวลล์ นั้นโดนไล่ออกจากสนามนัดแรกในอาชีพนักเตะ ในวันที่ 13 มกราคม 2018 จากการโดนใบเหลืองที่ 2 ภายในเวลาเพียง 5 นาที ในเกมที่ เลสเตอร์ เสมอ เชลซี 0-
Chelsea news: Lampard gives verdict on new signings Chilwell and Silva |  Metro News

 วันที่ 26 สิงหาคม 2020 ชิลเวลล์ ย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ไปร่วมทีม เชลซี ในราคา 50 ล้านปอนด์ โดยเซ็นสัญญา 5 ปีด้วยกัน

เกียรติประวัติ
– คว้าชั้นที่ 3 รายการ ยูฟ่า เนชันส์ ลีก กับทีมชาติอังกฤษ ในปี 2019

          6 มิถุนายน 2019 มีข่าวออกมาว่า "ปีศาจแดง" บรรลุสัญญาในการคว้าตัว ดาเนี่ยล เจมส์ เป็นที่เรียบร้อยก่อนที่ในเย็นวันนั้นทาง แมนฯยู จะประกาศคว้าตัวเจมส์ อย่างเป็นทางการด้วยค่าตัวเพียง 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 618 ล้านบาท) ด้วยระยะเวลา 5 ปีพร้อมกับพ่วงอ็อปชั่นเสริมขยายสัญญาในอนาคต หลังจากพรีเมียร์ลีก กลับมาเปิดฉากซีซั่นใหม่ เจมส์ ได้โอกาสลงมาเป็นสำรองก่อนที่จะฉกฉวยโอกาสที่ได้รับทันทีด้วยการยิงประตูได้ตั้งแต่เกมแรกที่ลงสนามในเกมเอาชนะเชลซี 4-0 ก่อนที่หลังจากนั้นเจ้าตัวจะได้รับความไว้วางใจจากโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มากขึ้นและเจมส์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะ 4 เกมแรกเจ้าตัวยิงไปได้ถึง 3 ประตูเลยทีเดียวจนมีชื่อเข้าชิงนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรในสิงหาคม แต่หลังจากนั้นฟอร์มการเล่นก็ออกสมุทรแบบต่อเนื่องหลุดไปนั่งสำรองซะส่วนใหญ่ก่อนที่จะกลับมาพังประตูได้อีกรอบในเดือนมีนาคม ปี 2020 เลยทีเดียวและต้องรอลุ้นว่าซีซั่นใหม่ที่จะถึงนี้ ดาเนี่ยล เจมส์ คนเดิมจะกลับเข้าฝั่งได้ไหม

ufa1688

Posted on Leave a comment

ร็อบสัน-คานู

ชื่อเต็ม : โธมัส เฮนรี่ อเล็กซ์ "ฮาล" ร็อบสัน-คานู
วันเกิด : 21 พฤษภาคม 1989
สถานที่เกิด : แอ็คตัน, ประเทศอังกฤษ
ส่วนสูง : 185 เซนติเมตร
สัญชาติ : เวลส์
ตำแหน่ง : ปีก, กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : ไร้สังกัด

ประวัติการค้าแข้ง

         ร็อบสัน-คานู เกิดที่แอ็คตันในกรุงลอนดอน และเริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล สมัยที่ยังเป็นนักเรียนด้วยวัย 10 ขวบ แต่หลังจากนั้น ร็อบสัน-คานู ก็ถูกปล่อยตัวออกจากสโมสร ในวัย 15 ปี เขาได้ย้ายมาร่วมทัพ เร้ดดิ้ง ด้วยการชักชวนของ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอะคาเดมี่อยู่ในเวลานั้น

       หลังจากผ่านการฝึกหัดจากอะคาเดมี่ ร็อบสัน-คานู เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ เร้ดดิ้ง ในเดือนกรกฎาคม 2007 ด้วยระยะเวลา 2 ปี และในที่สุด เขาก็ได้โอกาสรับใช้ทีมชุดใหญ่ของ "เดอะ รอยัล" เป็นครั้งแรก ในรายการ พีซ คัพ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการลงเตะกับ ริเวอร์ เพลท และ ชิมิซึ เอส-พัลส์ 

       สำหรับเกมอย่างเป็นทางการนั้น ร็อบสัน-คานู กลับได้รับโอกาสลงสนามกับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรแรก ด้วยสัญญายืมตัวมาจาก เร้ดดิ้ง ในฤดูกาล 2007-08 ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังในนัดที่บุกเสมอ เลย์ตัน โอเรียนท์ 2-2 ต่อมา ร็อบสัน-คานู ก็ยิงประตูแรกในการค้าแข้งอาชีพให้กับตัวเองได้ในนัดที่พบกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

       ในฤดูกาล 2008-09 ร็อบสัน-คานู ถูกปล่อยตัวไปให้กับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด ยืมตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขามีโอกาสลงสนามแค่ 6 นัด และทำประตูได้เพียงลูกเดียว หลังจากนั้นก็เป็น สวินดอน ทาวน์ ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาในช่วงที่เหลือของฤดูกาลเพื่อขอยืมเขาไปเล่น

       กว่าจะได้ลงสนามอย่างเป็นทางการในนามของ เร้ดดิ้ง สโมสรที่ปลุกปั้น ร็อบสัน-คานู มา เขาต้องรอถึงฤดูกาล 2009-10 เลยทีเดียว ซึ่งในฤดูกาลนี้ ร็อบสัน-คานู ได้รับโอกาสลงเล่นทั้งสิ้น 17 นัด แต่ไม่สามารถทำประตูได้เลย

      ประตูแรกของ ร็อบสัน-คานู อย่างเป็นทางการให้กับ "เดอะ รอยัล" เป็นประตูจากศึกลีก คัพ ที่พบกับ นอร์ทแธมป์ตัน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2010 ซึ่งในฤดูกาล 2010-11 นี้ เขาลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 29 นัด และยิงได้ 5 ประตู

         ต่อมาในฤดูกาล 2011-12 ร็อบสัน-คานู กลายเป็นกำลังสำคัญของทีม เมื่อมีโอกาสลงสนามถึง 36 นัด และยิงได้ 4 ประตู ช่วยให้ เร้ดดิ้ง เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และในฤดูกาล 2012-13 ร็อบสัน-คานู ก็ยังคงได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ "เดอะ รอยัล" รอดพ้นการตกชั้นไปได้

     ฤดูกาล 2013-14 เร้ดดิ้ง ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ในศึกแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งในยุคนี้มี ไนเจล แอดกิ้นส์ เป็นผู้จัดการทีม แต่ ร็อบสัน-คานู ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจเหมือนเดิม เมื่อได้ลงสนามถึง 36 นัดในทุกรายการ และยิงประตูได้ทั้งหมด 4 ลูก

     ร็อบสัน-คานู เป็นตัวหลักของ "เดอะ รอยัล" มาโดยตลอด ทั้งในฤดูกาล 2014-15 และฤดูกาลล่าสุด (2015-16) แต่เขาอาจจะโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีนัก เมื่อลงสนามทั้งสองฤดูกาลรวมกันทังหมด 57 นัด แต่ยิงประตูได้แค่ 4 ลูกเท่านั้น ทำให้ต้นสังกัดตัดสินใจไม่ยื่นสัญญาฉบับใหม่แก่เขา ดังนั้น ร็อบสัน-คานู จึงเป็นนักเตะไร้สังกัดมาถึงปัจจุบันนี้

      สำหรับในระดับทีมชาติ ร็อบสัน-คานู ลงเล่นในนามทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เขาเกิด ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2007 ในนัดที่ "สิงโตน้อย" พบกับทีมชาติเยอรมัน ต่อมาในปี 2009 เขาก็ถูกเรียกไปติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในนัดที่พบกับ มอนเตเนโกร

          แต่แล้วในปี 2010 ร็อบสัน-คานู ก็เลือกที่จะเปลี่ยนไปเล่นทีมชาติเวลส์ตามเชื้อสายของย่า เขาถูกเรียกติดทีม "มังกรแดง" รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ครั้งแรก ในนัดอุ่นเครื่องกับ ออสเตรีย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2010 และเพียงแค่ 5 วันถัดมา ร็อบสัน-คานู ก็ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนตัวลงมาแทน โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ ในช่วงครึ่งหลังในนัดที่พ่ายแพ้ต่อ โครเอเชีย 0-2 ร็อบสัน-คานู ยิงประตูแรกในนามทีมชาติเวลส์ได้ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2013 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป ที่บุกไปเอาชนะ สก็อตแลนด์ ได้ถึงถิ่น 2-1

      ร็อบสัน-คานู ประสบความสำเร็จพา เวลส์ ผ่านเข้าสู่ศึกยูโร 2016 ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือก และในศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายนี้ ร็อบสัน-คานู ยิงประตูแรกให้กับตัวเขาเองได้ในนัดที่เฉือน สโลวาเกีย 2-1 ซึ่งเป็นนัดเปิดสนามของทีม "มังกรแดง" อีกด้วย

      และล่าสุด ในศึกยูโร 2016 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ร็อบสัน-คานู ยิงประตูให้กับทีมชาติเวลส์ได้เป็นลูกที่สองของตัวเขาเอง และเป็นประตูที่สุดคลาสสิค หลังจากที่เขาล็อคบอลหลบ 3 กองหลังของเบลเยี่ยมด้วยท่า "ครัฟฟ์ เทิร์น" และยิงผ่านมือ ติบอร์ คูร์ตัวร์ เข้าไปแบบไม่พลาด ส่งผลให้ "มังกรแดง" บินผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ