Posted on Leave a comment

เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ (Edwin van der Sar)

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู
วันเกิด 29 ตุลาคม 1970 (49 ปี)
สถานที่เกิด ฟอร์โฮท์, ฮอลแลนด์
น้ำหนัก 0
ส่วนสูง 197
ทีมชาติ ฮอลแลนด์
เข้าร่วมทีม 1 กรกฎาคม 2548

เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เป็นนักฟุตบอลคนหนึ่งที่มีประสบการณ์สูง มีเหรียญรางวัลมากมายที่การันตีความมีประสบการณ์ของเขา รวมไปถึงการเป็นผู้รักษาประตูให้กับทีมชาติฮอลแลนด์ อีกเกือบ 100 นัด ความสามารถของเขามีมากมายโดยไม่ต้องสงสัย เขามีความคล่องแคล่วว่องไว รวมทั้งเป็นผู้รักษาประตูที่เซฟลูกกลางอากาศได้ดีมากคนหนึ่งด้วย

เอ็ดวินเป็นนักฟุตบอลชาวดัทช์ คนที่หกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อจาก อาร์โนลด์ มูร์เรน, ไรม่อน ฟาน เดอร์ ฮาว, จอร์ดี้ ครัฟฟ์, ยาป สตัม และ รุด ฟาน นิสเตลรอย

เขาเติบโตมาในทีมเยาวชนของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และเขาก็คว้าแชมป์ยุโรปเป็นครั้งแรกของตัวเองกับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เมื่อทีมของเขาสามารถเอาชนะโตริโน่ ได้ในศึกยูฟ่า คัพ 1991/92

แชมป์ยุโรปครั้งที่สองของเขาเกิดขึ้น 3 ปี หลังจากนั้น เมื่อเขามีส่วนช่วยให้ทีมเอาชนะเอซี มิลาน ในฤดูกาล 1994/95 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ในปีต่อๆ มาเขาก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เมื่อทีมของเขาพ่ายจุดโทษต่อ ยูเวนตุส ในปี 1996

อาชีพค้าแข้งของเขากับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยังทำให้เขาได้คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ รวมทั้งแชมป์ลีกฮอลแลนด์อีก 4 ครั้ง ก่อนที่เขาจะย้ายไปเล่นให้กับทีมยักษ์ใหญ่จากอิตาลีอย่างยูเวนตุส ในปี 1999 ซึ่งในปีนั้นเองที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ให้ความสนใจที่จะคว้าตัวเขามาแทนที่ ปีเตอร์ ชไมเคิล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

หลังจากสองฤดูกาลในตูรินกับยูเวนตุส เขาก็ต้องมองหาทีมใหม่เมื่อ ยูเว่ ได้เซ็นสัญญาซื้อตัว จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน เข้ามา และในตอนนั้นเอง ฌอง ติกาน่า ของฟูแล่ม ก็ไม่รอช้าที่จะคว้าตัวเขาเข้าไปร่วมทีม ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ และฟาน เดอร์ ซาร์ ก็ลงเล่นนัดแรกให้กับฟูแล่ม ในนัดที่พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2001

ความสามารถของเขาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นกับผลงานในทีมชาติ เมื่อเขามีความโดดเด่นในการเล่นให้กับทีมชาติฮอลแลนด์ ช่วยให้ทีมเขาถึงรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลโลกในปี 1998 รวมถึงศึกยูโร 2000 และ 2004 ด้วย

 

Posted on Leave a comment

แบร์นาร์โด้ ซิลวา (Bernardo Silva)

แบร์นาร์โด้ ซิลวา (Bernardo Silva) หรือ แบร์นาร์โด้ โมตา เวย์ก้า เดอ คาร์วัลโญ่ เอ ซิลวา เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1994 เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองหลวงอย่าง ลิสบอน ของประเทศโปรตุเกส เขานับเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีจนใครหลายๆ คนมักจะพูดว่า เขาสามารถโตขึ้นมามีการงานทำที่ดีอย่างแน่นอน แต่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ก็เลือกที่จะเดินทางเข้าสู่เส้นทางฟุตบอล เพราะมีความชอบและหลงใหลในกีฬาชนิดนี้เป็นอย่างมาก เขาจึงได้เข้าคัดเลือกเป็นดาวเตะในอคาเดมี่ของสโมสร เบนฟิก้า และได้เข้าอยู่ในศูนย์ฝึกนักฟุตบอลในระดับเยาวชนของสโมสรแห่งนี้ในวัยเพียง 8 ขวบเท่านั้น

เขาได้ก้าวเขามาเป็นดาวเตะในศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร เบนฟิก้า เพียงแค่อายุ 8 ขวบ ซึ่งถือได้ว่า เป็นดาวเตะเยาวชนที่มีอายุน้อยเยอะที่สุดในรุ่นนั้นเลยทีเดียว จนกระทั่งในเวลาต่อมา เขาได้มีส่วนร่วมในการนำทีมเยาวชนก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ลีกเยาวชนของประเทศได้สำเร็จ และได้ก้าวขึ้นไปเป็นดาวเตะในทีมสำรองของสโมสรได้ในเวลาต่อมา
เขาได้ไต่เต้าขึ้นมาเล่นในทีม เบนฟิก้า บี ในปี 2012/2013 และทำผลงานได้อย่างสุดยอดจนสามารถคว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย หลังต่อไปเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาก็เริ่มที่จะเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เมื่อในเดือนตุลาคม ในปี 2013 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้เปิดตัวกับทีมเบนฟิก้าชุดใหญ่ เป็นครั้งแรกใน 19 ปี ในเกมการแข่งขัน ฟุตบอล โปรตุเกส คัพ ในเกมที่เฉือนเอาชนะ เดสปอร์ติโว่ เดอ ซินฟาเญส 1-0 ซึ่งในเกมนัดดังกล่าว ตัวเขาได้ลงสนามเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 80 และได้โชว์ผลงานออกมาได้อย่างสุดยอด จนสามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในปี 2013/2014 จนกระทั่งในปีต่อมาก เขาทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดจนฟอร์มการเล่นไปเข้าตากับทางทีมดังในลีกเอิง อย่าง โมนาโก และได้ย้ายไปร่วมทีมในสัญญาการยืมตัว Season ต่อมา

ในปี 2014 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร โมนาโก ในสัญญาการยืมตัว 1 ฤดูกาล โดยเขาได้ลงประเดิมสนามเป็นนัดที่หนึ่งในลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่พบกับสโมสร บอร์กโดซ์ ในวันที่ 17 สิงหาคม ในฐานะตัวสำรอง โดยเขาได้ถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน ลูคัส โอคัมโปส ในช่วงครึ่งเวลาหลัง แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยให้สโมสรเก็บชัยชนะได้ และพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-4
หลังต่อไปเขาได้ออกสตาร์ทเป็นนักฟุตบอลตัวจริงของสโมสรมาโดยตลอด และช่วยให้ โมนาโก เก็บชัยชนะได้อย่างไม่หยุด จนในวันที่ 14 ธันวาคม 2014 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ก็สามารถที่จะทำประตูแรกให้กับตัวเองได้สำเร็จ และเป็นประตูช่วยให้ทีมเปิดบ้านเอาชนะ โอลิมปิค มาร์กเซย 1-0 จากฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงจนหาตัวจับยาก ทำให้ทางสโมสรโมนาโก ตัดสินใจซื้อขาด ซิลวา จากสโมสร เบนฟิก้าทันทีด้วยราคา 15.75 ล้านยูโร และได้สัญญาเป็นนักฟุตบอลในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ ถึง 5 ปี
จนกระทั่งในปีต่อมา ถือได้ว่าตัวเขาโชว์ฟอร์มออกมาได้อย่างสุดยอด จนได้รับการเชิดชูจากสื่อในประเทศฝรั่งเศสอย่างมากมาย ทำให้หลายสโมสรยอดทีมเริ่มให้ความสนใจในตัวเขามากขึ้น แต่ตัวเขาก็เลือกที่จะอยู่กับทางสโมสรโมนาโกต่อไป เนื่องจากทางสโมสรได้มีสิทธิ์ได้เข้าไปเล่นในศึกฟุตบอล UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก
ในเวลานั้น แบร์นาร์โด้ ซิลวา นับเป็นกำลังสำคัญของสโมสรเป็นอย่างมาก เพราะฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของเขาทำให้สโมสรสามารถมีผลงานออกมาได้ดี จนสาวกหลายๆ คนเชิดชูให้เขาเป็นฮีโร่ของสโมสร จนกระทั่งในฤดูกาล 2016/2017 เขาสามารถพาสโมสร โมนาโกสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้สำเร็จ ด้วยการนำทีมผงาดขึ้นเป็นแชมป์ลีกเอิงได้อย่างสุดยอด จากการลงเล่นไปทั้งหมด 58 นัด ทำไปได้ 11 ประตู 12 แอสซิส ก่อนที่ตัวเขาจะย้ายไปเล่นให้กับทางสโมสร Manchester City Season ถัดมา

หลังจากที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา สามารถพาสโมสร โมนาโกก้าวขึ้นคว้าแชมป์ลีกเอิงได้สำเร็จ ตัวเขาก็ได้รับข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศเมืองผู้ดี อย่างทีม เรือใบสีฟ้า โดย แบร์นาร์โด้ ซิลวา ไม่รอช้ารีบทำการตอบรับข้อเสนอนั้นทันที
โดยเขาได้ย้ายเข้ามาอยู่กับทาง สโมสร เรือใบสีฟ้า ด้วยค่าตัว 43.5 ล้านปอนด์ และอาจจะเพิ่มอีก 17.5 ล้านปอนด์ หาก แบร์นาร์โด้ ซิลวา มีผลงานที่ดีตาเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ เขาได้รับสัญญากับทางสโมสรใหม่เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 5 ปี โดยการย้ายมาร่วมทีมในครั้งนี้ของเขาในครั้งนี้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้ถูกวางตัวเอาไว้ให้เป็นตัวตายพาร์ทเนอร์ของ ดาบิด ซิลวา
แต่การเขากลับไม่สามารถโชว์อันโดดเด่นได้เหมือนอย่างตอนที่ค้าแข้งอยู่กับ โมนโก ได้ โดยเขาไม่สามารถปรับตัวเขากับสไตล์การเล่นของฟุตบอลใน Premier League ได้ จนถูกติชม จากกองเชียร์ว่า เขาเล่นไม่คุ้มกับค่าตัว ซึ่งนั้นยิ่งทำให้เขายิ่งมีแรงผลักดันและเริ่มฝึกซ้อมแบบจริงจังมากยิ่งขึ้น จน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้เห็นถึงความตั้งใจของตัวเขาและเริ่มให้โอกาสในการลงสนามกับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มากยิ่งขึ้น จนสามารถกลับมายึดตัวจริงได้สำเร็จ
เขากลายเป็นดาวเตะสารพัดประโยชน์ในแดนกลางของสโมสรเรือใบสีฟ้า และมักจะได้รับคำชมจากกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อยู่เสมอ จนสามารถกลายเป็นดาวเตะที่มีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์ให้กับสโมสรได้อย่างได้อย่างมากมายในระยะเวลาเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น

หลังจากที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา สามารถก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่กับสโมสร เบนฟิก้า ได้สำเร็จ ในวัย 18 ปี เขาก็ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ โปรตุเกส ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ซึ่งนับเป็นการถูกเรียกตัวติดทีมชาติเป็นครั้งแรกของตัวเขาเลยทีเดียว โดยในการมีชื่อติดทีมชาติในครั้งนั้นทำให้ตัวเขาได้ไปลุยศึก ยูโร ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในรายการนั้นเขาเป็นตัวหลักและนำทีมชาติโปรเกสทะลุเข้าไปถึง รอบรองชนะเลิศ โดยในครั้งนั้นทำให้เขาได้รับคำชมจากเพื่อนร่วมทีมและบรรดาสต๊าฟโค้ชเป็นอย่างมาก
จนในปี 2015 เขาได้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งในเกมแมตช์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความภูมิใจของตัวเขาเลยก็ว่าได้ เพราะ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้ลงสนามให้กับทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเกมที่ โปรตุเกส เปิดบ้านเอาชนะ สาธารณรัฐเคปเวิร์ด ไปได้ 2-0 ซึ่งต่อมาเขาสามารถทำประตูแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จ ในเกมที่ทีมชาติโปรตุเกส ไล่ถล่ม ทีมชาติ เยอรมัน ไปได้ด้วยสกอร์ 5-0 ก่อนที่ในปีต่อมาเขาจะไม่มีชื่อติดทีมชาติโปรตุเกส ในรายการ ยูโร 2016 เนื่องจากมีอาการเดี้ยงรบกวน
กระทั่งในปี 2017 เขาได้มีชื่อกลับมาติดทีมชาติอีกครั้งในรายการ ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งประเทศสามารถทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดและทะลุเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ และพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเม็กซิโก ไปด้วยสกอร์ 2-1

เกียรติประวัติส่วนตัว แบร์นาร์โด้ ซิลวา
สโมสร เบนฟิก้า
Primeira Liga : 2013–2014
Taça de Portugal : 2013–2014
Taça da Liga : 2013–2014
สโมสร โมนาโก
Ligue 1 : 2016–2017

สโมสร เรือใบสีฟ้า
Premier League : 2017–2018, 2018–2019
Carabao Cup : 2017–2018, 2018–2019
FA Cup : 2018–2019
FA Community Shield : 2018, 2019

รางวัลส่วนตัว
Segunda Liga Breakthrough Player of the Year: 2013–2014
UEFA European Under-19 Championship Team of the Tournament: 2013
UEFA European Under-21 Championship Team of the Tournament: 2015
SJPF Segunda Liga Player of the Month: October 2013, December 2013, January 2014
UNFP Ligue 1 Player of the Month: January 2017
UNFP Ligue 1 Team of the Year: 2016–2017
Premier League Team of the Year: 2018–2019
Manchester City Player of the Year: 2018–2019
Alan Hardaker Trophy: 2019
UEFA Nations League Finals Player of the Tournament: 2019
UEFA Nations League Finals Team of the Tournament: 2019

Posted on Leave a comment

อองตวน กรีซมันน์ (Antoine Griezmann)

อองตวน กรีซมันน์ (ฝรั่งเศส: Antoine Griezmann, ออกเสียง: [ɑ̃twan ɡʁijɛzman];[1] เกิด 21 มีนาคม ค.ศ. 1991) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวฝรั่งเศส ทุกวันนี้เล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับบาร์เซโลนาและทีมชาติฝรั่งเศส กรีแยซมานเป็นที่รู้จักในด้านการคอนโทรนลูกบอล การเร่งความเร็วได้อย่างรวดเร็ว และการเลี้ยงลูก เขาเคยเล่นใหักับฟุตบอลเยาวชนทีมชาติฝรั่งเศส โดยเป็น Partner แข่งให้กับทีมชาติในรุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี, 20 ปี และ 21 ปี[2] ในปี ค.ศ. 2010 ยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมชนะเลิศ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี หลังต่อไปจึงได้เป็น Partner ทีมชาติฝรั่งเศสในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 https://ufa1688.co/

อองตวน กรีซมันน์ ศูนย์หน้าอนาคตไกลจากเมือง มาค่อน ประเทศฝรั่งเศส กรีซมันน์ พยายามอย่างหนักในการเข้าสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพตั้งแต่วัยเรียน เขาได้ลองไปทดสอบฝีเท้ากับหลายๆ สโมสรเพื่อเข้าสู่ศูนย์ฝึกหัดหรืออะคาเดมี่ แต่ด้วยรูปร่างที่เล็กกว่าคนอื่น ทำให้หลายสโมสรที่เขาได้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าได้ปฎิเสธทั้งหมด ก่อนที่จะได้รับโอกาสทดสอบฝีเท้าทางสโมสร มงเปลลิเยร์ โดยลงเล่นอุ่นเครื่องระดับเยาวชนกับสโมสร ปารีส และกรีซมันน์ ก็สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ ก่อนที่ เรอัล โซเซียดัด ต้องการดึงตัวไปเล่นด้วยอย่างจริงจัง ซึ่งในตอนนั้น เรอัล โซเซียดัด ยังลงแข่งอยู่ในลีกรองอย่าง เซกุนด้า ลีก ของสเปน ทำให้เขาได้เข้าสู่ทีมชุดเยาวชนของ เรอัล โซเซียดัด ตั้งแต่ปี 2005 จนกระทั้งในฤดูกาล 2009-2010 กุนซือในขณะนั้นอย่าง มาร์ติน ลาซาร์เต้ ทำการเรียกตัว กรีซมันน์ เข้าสู่ทีมชุดใหญ่เพื่อไปลงเตะช่วงปรีซีซั่น ซึ่งกรีซมันต์ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น ด้วยการกดไปถึง 5 ประตูภายใต้การลงสนาม 4 นัด แต่โชคร้ายได้รับอาการเดี้ยง ก่อนที่จะกลับมาลงสนามในนามทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการนัดที่หนึ่งของ เรอัล โซเซียดัด ในศึก โคปา เดล เรย์ เป็นเกมระหว่าง ราโย บาเยเกโน่ ก่อนที่เวลาต่อมาเขาได้รับโอกาสออกสตาร์ทลงเล่นเป็นตัวจริงนัดที่หนึ่งและสามารถทำประตูแรกได้ทันที เป็นการพาทีมเอาชนะ ทีมฮูเอสก้า ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์ เซกุนด้า และเลื่อนชั้นเข้าสู่ลีกสูงสุดอย่าง ลาลีก้า สเปน ได้สำเร็จ ทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กรีซมันน์ คือส่วนสำคัญมากๆ ก่อนที่จะได้รางวัลตอบแทนด้วยสัญญานักเตะอาชีพ 5 ปี พร้อมค่าฉีกสัญญาสูงถึง 30 ล้านยูโร

ภายใต้การดูแลของ เรอัล โซเซียดัด กว่า 9 ปี นับตั้งแต่ช่วงเยาวชนจนถึงเส้นทางนักเตะอาชีพ กรีซมันน์ โบกมือลาสโมสรที่ปลุกปั้นตนเองขึ้นมา เข้าสู่อ้อมอกของ ตราหมี แอตเลติโก้ มาดริด ตามค่าฉีกสัญญา 30 ล้านยูโร เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2014 ช่วยนำทีมตราหมียกระดับทีมไปอีกขั้น โดยก่อนที่ตัวเขาจะย้ายเข้าสู่ แอตเลติโกมาดริด โดยตราหมีเพิ่งทำการช๊อควงการฟุตบอล ด้วยการกระชากแชมป์ลีกสูงสุดของสเปน จากทั้ง ราชันชุดขาว และ บราซ่าโลน่า หลังจากที่รอคอยมานานกว่า 18 ปีได้สำเร็จ ตลอดระยาเวลาที่ลงเตะให้ แอตเลติโก้ มาดริด ตั้งแต่ 2014 จนถึงทุกวันนี้ กว่า 209 นัด ทำประตูไปถึง 112 ประตู ช่วยให้ ตราหมีทะลุเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ UEFA แชมเปี้ยนลีก คว้าแชมป์ ซูเปอร์โคปา และ ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม: อองตวน กรีซมันน์

เกิด: 21 มีนาคม ค.ศ. 1991

สัญชาติ: ฝรั่งเศส

สูง: 176 ซ.ม. (5 ฟุต 9)

ตำแหน่ง: ศูนย์หน้า

ผลงานระดับทีมชาติ
กรีซมันน์ ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จกับทีมชาติมากนัก เขาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในฟุตบอลโลกปี 2014 และสามารถทำประตูแรกในนามทีมชาติได้ในเกมที่เจอกับ อุรุกวัย ก่อนที่หมดเวลาเสมอกันไป 1-1 ก่อนที่จะไปแพ้ ทีมชาติเยอรมันนี ในรอบก่อนรองชนะเลิศ 0-1 ตกรอบไป

รางวัลความสำเร็จ

– FIFA World Cup 2018

– Segunda Division: 2009-2011

– Supercopa de Espana: 2014

– UEFA Europa League: 2017-2018

– French Player of the Year: 2016

– UEFA European Championship Golden Boot: 2016

– La Liga Best Player: 2016

– Onze d’Or French Player of the Year: 2014-2015

Posted on Leave a comment

ริยาด มาห์เรซ ปีก ความเร็วสูง

ริยาด มาห์เรซ ปีกทีมชาติแอลจีเรีย เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1991 ในเมืองซาร์แซล ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นชาวแอลจีเรีย และมีแม่เป็นลูกครึ่งแอลจีเรีย-โมร็อกโก มาห์เรซ มีใจรักในกีฬาฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก แต่ด้วยรูปร่างที่เล็กและผอมบางของเขาจึงทำให้เขาถูกปฏิเสธจากสโมสรต่างๆ ที่ตัวเขาได้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าอยู่เสมอ

ต่อมา มาห์เรซ ในวัย 15 ปี เขาได้เข้าไปทดสอบฝีเท้ากับ อาอาแอ็ส ซาร์แซล สโมสรท้องถิ่นในประเทศฝรั่งเศส ในปี 2004 ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรสมัครเล่นอย่าง แก็งแปร์ ในปี 2009 ซึ่งเขาทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้ได้ย้ายมาอยู่กับทางสโมสร เลอ อาฟร์ เอฟซี แต่ก็ได้ลงเล่นแค่ในทีมสำรองเพียงเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นเวลาเกือบ 3 ปีเต็มที่ใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง ก่อนที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรและได้สัญญาเป็นดาวเตะอาชีพฉบับแรกในปี 2013 โดย Season แรกที่เขาได้ลงเล่นในนามนักเตะของทีมชุดใหญ่เขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด ซึ่งเขาได้ลงเล่นไปทั้งหมด 67 นัด รวมทั้งหมดทุกรายการ และยังสามารถทำได้อีก 10 ประตู ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้
จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ส่งแมวมองอย่าง สตีฟ วอลช์ เดินทางไปดูฟอร์มการเล่นของปีกตัวจี๊ดราวนี้ในทันที หลังจากที่ได้ยินถึงชื่อเสียงความเก่งกาจของเขา โดยหลังจากที่สโมสรได้ส่งแมวมองมาดูฟอร์มการเล่นของ ริยาด มาห์เรซ ก็ไม่รอช้า รีบยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวดาวเตะรายนี้เป็นจำนวนเงิน 400,000 ปอนด์ หรือราวๆ 20 ล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกนั้นเหมือนกับว่า ตารางผลบอล ครอบครัวของ มาห์เรซ จะดูเหมือนไม่เห็นด้วยกับไปค้าแข็งในประเทศเมืองผู้ดี เนื่องจากเห็นว่ารูปแบบสไตล์การเล่นของเขานั้นน่าจะเหมาะในการเล่นใน ลา ลีก้า สเปนมากกว่า แต่ตัวเขาก็ตัดสินใจที่จะย้ายเข้ามาเล่นในประเทศเมืองผู้ดี เพราะมีคิดว่า โอกาสที่จะได้ย้ายไปเล่นในลีกใหญ่ในทวีปยุโรปนั้น ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ

LEICESTER, ENGLAND – MAY 09: Riyad Mahrez of Leicester City after the Premier League match between Leicester City and Arsenal at King Power Stadium, on May 9th, 2018 in Leicester, United Kingdom (Photo by Plumb Images/Leicester City FC via Getty Images)

มาห์เรซ ย้ายมาเล่นให้กับทีมในระดับลีก แชมเปี้ยนชิพ ในประเทศ England กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ในวันที่ 11 มกราคม 2014 โดยเซ็นสัญญาเป็นเวลาทั้งสิ้น 3 ปีพร้อมกัน โดยเขาได้ลงสนามเป็นเกมแรกในวันที่ 25 มกราคม 2014 จากการลงเป็นตัวสำรองแทนที่ของ ลอยด์ ดายเออร์ ในช่วงนาทีที่ 79 ซึ่งในเกมนัดดังกล่าว เขาสามารถช่วยให้สโมสรเอาชนะ มิดเดิ่ลสโบรช์ ไปได้ 2-0 จากการถูกส่งลงเป็นตัวสำรอง 4 เกมติด ทำให้เขาสามารถทำประตูแรกของตัวเองให้กับทีมได้สำเร็จ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นประตูที่สำคัญ เพราะเขาสามารถช่วยให้ทีมตีเสมอคู่ปรับร่วมเมืองอย่างทีม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในนาทีที่ 82 ทำให้กุนซือในเวลานั้นอย่าง ไนเจล เพียร์สัน ได้ออกมาประกาศผ่านสื่อว่า ริยาด มาห์เรซ พร้อมแล้วที่จะออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงของทีม ซึ่งนั่นนับเป็นก้าวสำคัญของตัวเขา เพราะได้มีส่วนช่วยให้สโมสรได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นอยู่บน Premier League ได้สำเร็จ บอลเด็ด
มาห์เลซ ได้ลงเป็นตัวจริงในการแข่งขันบนเวที Premier League ครั้งแรกในวันที่ 14 สิงหาคม 2014 และสามารถทำประตูแรกได้ในวันที่ 4 ตุลาคม 2014 และได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมกับสโมสรมาอย่างเรื่อยๆ จนทำให้เขาได้รับสัญญาฉบับใหม่กับทางสโมสร เป็นระยะเวลา 4 ปี

ซึ่งหลังจากได้รับสัญญาฉบับใหม่ เขายังคงโชว์ฟอร์มสุดยอดออกมาได้อย่างตลอด พร้อมทั้งยังเป็นกำลังสำคัญที่นำพาชัยชนะมาสู่ทีมได้อย่างเสมอ จนได้รับคำชมและถูกเชิดชูจากกัปตันทีมอย่าง เวส มอร์แกน ว่า “นี่คือผู้เล่นที่นำชัยชนะมาสู่ทีมของเรา” ต่อไปต่อมาเขายังสามารถโชว์ฟอร์มอันสุดยอดได้ด้วยการทำได้อีก 4 ประตู จากการลงเล่น 3 นัดที่หนึ่งของซีซั่น
ในฤดูกาล 2015-2016 มาห์เรซ ยังคงมีฟอร์มการเล่นที่สุดยอด พร้อมกับร่วมทีม เช่น เจมี่ วาร์ดี้, เอ็นโกโล ก็องเต, แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ เป็นต้น เป็นเหตุให้ฤดูกาลดังกล่าว สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ สามารถก้าวขึ้นสู่บัลลังก์คว้าแชมป์พรีเมียร์ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของสโมสรได้ ทำให้ ริยาด มาห์เรซ ได้รับรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ PFA มาครอบครองได้ ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ และนักฟุตบอลชาวแอฟริกาสามารถคว้ารางวัลนี้ได้ จากผลงานอันร้อนแรงที่สามารถพา จิ้งจอกสยาม คว้าแชมป์ Premier League ได้สำเร็จ ทำให้สโมสรยอดทีมทั่วทวีปยุโรปให้ความสนใจและต้องการที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีม แต่ก็ดูเหมือนว่า มาห์เรซ จะยังคงตัดสินใจเลือกอยู่กับสโมสรแห่งนี้ต่อไปอีกหนึ่งซีซั่น ก่อนที่จะย้ายไปเริ่มทีม Manchester City ในเวลาต่อมา
หลังจากที่ มาห์เรซ ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ เขาก็ได้รับข้อเสนอจากหลายสโมสรทั่วทวีปยุโรป จนสุดท้ายแล้ว เป็นทางด้านของสโมสร Manchester City ที่ได้ซื้อตัวปีกตัวจี๊ดรายนี้ไปร่วมทีมด้วยราคาค่าตัว 60 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นดาวเตะที่มีค่าตัวสูงสุดเป็น Stats ของสโมสรทันที พร้อมทั้งได้รับสัญญาไปทั้งหมด 5 ปี

ในช่วงแรกที่เขาได้ย้ายเข้ามาอยู่กับทางสโมสร ด้วยสภาพทีมที่เป็นไปได้ด้วยสตาร์ดังอย่างมากมาย ทำให้เขาต้องพยามพัฒนาทักษะและฝีเท้าของตัวเอง เพื่อที่จะสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงภายในทีมให้ได้ และด้วยความพยายามของเขา จึงทำให้ เปป เห็นว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่ง 11 ตัวจริง และช่วยให้สโมสรสามารถคว้าแชมป์ Premier League ได้ถึง 2 สมัย ติดต่อกัน ความสำเร็จและความสามารถในตัวของเขา ทำให้ ริยาด มาห์เรซ กลายเป็นนักกีฬาที่ดีที่สุดของประเทศ แอลจีเรีย เลยทีเดียว
ในช่วงปี 2013 ริยาด มาห์เรส ได้ออกมาแสดงความต้องการถึงความต้องการที่จะลงเล่นเป็น Partner ทีมชาติแอลจีเรีย และได้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติแอลจีเรียเป็น 23 คน ลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล จนกระทั่งในวันที่ 31พฤษภาคม 2014 มาห์เรซ ได้ลงประเดิมสนามเป็นเกมแรกให้กับทีมชาติแอลจีเรีย ในเกมนัดกระชับมิตรก่อนสู้ศึกฟุตบอลโลก โดยประตูแรกในนามทีมชาติของเขา ได้เกิดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม กับเกมการแข่งขันนัดที่เจอกับมาลาวี 3-0 ในรอบคัดเลือกศึกฟุตบอล แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ
สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้
แชมป์ Premier League : 2015–2016

แชมป์ฟุตบอลลีกแชมเปี้ยนชิพ : 2013-2014

สโมสร Manchester City

แชมป์ Premier League : 2018-2019

แชมป์เอฟเอคัพ : 2018–2019

แชมป์ อีเอฟแอล คัพ : 2018–2019

FA Community Shield : 2018

ทีมชาติแอลจีเรีย
แชมป์ แอฟริกัน เนชั่น คัพ : 2019

ส่วนตัว
นักฟุตบอลทีมชาติแอลจีเรียยอดเยี่ยม : 2015, 2016

นักเตะทีม PFA ยอดเยี่ยมแห่งปี : 2015–2016

รางวัลผู้เล่น PFA ยอดเยี่ยมแห่งปี : 2015–2016

ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี สโมสร เลสเตอร์ซิตี้ : 2015–2016

รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมทวีปแอฟริกา : 2016

รางวัลนักเตะ Premier League ยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตผ่าน Premier Leaguer : 2016

CAF African Footballer แห่งปี: 2016 ทีเด็ดบอลเต็ง