Posted on Leave a comment

เฮแบร์ตี้ซัดระเบิด! กิเลนเอาคืนโคราช 2-0 ไล่จ่าฝูง6แต้ม

เฮแบร์ตี้ ระเบิดฟอร์มสุดโหดยิงฟรีคิกสุดงามให้ กิเลนผยอง เอาคืนนครราชสีมา 2-0 ขยับแต้มจี้จ่าฝูงเหลือ 6 แต้ม   ufa1688 
ศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 นัดที่ 22 เจ้าถิ่น เอสซีจี เมืองทองฯ ชั้น 6 ของตาราง เปิดบ้านพบกับ นครราชสีมา เอฟซี ชั้น 10 ของตาราง โดยเลกแรก กิเลนผยอง บุกไปพ่ายมาก่อน 1-0

กิเลนผยอง ในยุคของ อเล็กซานเดร กามา กำลังทำผลงานได้ดีเยี่ยม เมื่อไม่แพ้ใครในลีกมา 7 นัดติตด่อกัน และ เกมนี้ยังนำทัพมาโดย แดร์เลย์ , ชาริล ชัปปุยส์ และ เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ส่วน ธีรศิลป์ แดงดา ไม่มีชื่อ เนื่องด้วยยังมีอาการบาดเจ็บ

ส่วน สวาทแคท ของ มิลอส โจซิค วาง มาร์ค ฮาร์ทมันน์ ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า ขนาบข้างด้วย อมาดู อ็อตทารา และ เลอันโดร อัสซัมเซา ที่กลับมาเยือนถิ่นเก่าอีกที

ออกสตาร์ทแค่ 5 นาที กิเลนผยอง เกือบขึ้นนำเร็ว บรูโน กัลโล วางบอลเข้าจุดโทษ แนวรับทีมเยือนสกัดไม่ดี มาเข้าทาง แดร์เลย์ โหม่งให้ เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ซัดด้วยซ้ายเหน่งๆ แต่ยังไม่ผ่านมือ แซมมวล ป.คันนิ่งแฮม

จากนั้นยังเป็น กิเลนผยอง ที่ครองบอลบุกเข้าใส่ข้างเดียว แต่นาทีที่ 36 สวาทแคท เกือบพลิกขึ้นนำ จากจังหวะทำเกมรุกด้วยการวางยาวขึ้นหน้า แนวรับเจ้าถิ่นสื่อสารกันไม่ดี ทำให้ เลอันโดร อัสซัมเซา ได้ยิงในจุดโทษ แต่บอลไม่มีน้ำหนัก ดัง วาน ลัม ยังเซฟไว้ได้

ก่อนที่นาทีที่ 40 กิเลนผยอง ขึ้นนำจนได้ 1-0 เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ซัดฟรีคิกด้วยซ้ายหน้าจุดโทษ เข้าไปอย่างสวยงาม และ จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

กลังสู่ช่วงหลัง สวาทแคท ตั้งอกตั้งใจเปิดเกมรุกมากขึ้นเมื่อถอดกองกลางตัวรับอย่าง กฤษดา เหมวิพัฒน์ ออก และ ส่ง เบอร์นาร์ด เฮนรี ลงมาแทน

นาทีที่ 60 สวาทแคท เกือบได้ประตูตีเสมอ อมาดู อ็อตทารา เปิดยัดเข้าจุดโทษ จังหวะสุดท้าย เบอร์นาร์ด เฮนรี ได้โขกไม่ถึง 3 หลา แต่บอลผ่านคานอย่างเหลือเชื่อ

นาทีที่ 65 สวาทแคท ได้ลุ้นอีกที จากจังหวะโยนยาวขึ้นหน้า เลอันโดร อัสซัมเซา เกี่ยวลงได้ แต่ก็ดันยิงไม่ดี ทำให้ ดัง วาน ลัม เซฟไว้ได้

อย่างไรก็ตามนาทีที่ 87 กลับเป็น กิเลนผยอง ที่ทิ้งห่างเป็น 2-0 สารัช อยู่เย็น แย่งบอลจาก เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว มาได้ ก่อนจ่ายให้ เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ซัดเข้าไปง่ายๆ และ ถือเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

จบ 90 นาที เอสซีจี เมืองทองฯ เปิดบ้านชนะ นครราชสีมา เอฟซี 2-0 เก็บเพิ่มเป็น 33 คะแนนจาก 22 นัด ตามหลังจ่าฝูงอย่าง สิงห์ เชียงรายฯ 6 คะแนนเท่านั้น

11 ผู้เล่นตัวจริง

เอสซีจี เมืองทองฯ : ดัง วาน ลัม (GK) – วัฒนา พลายนุ่ม , โอ บัน ช็อค , ศฤงคาร พรหมสุภะ – ศุภนันท์ บุรีรัตน์ (สุพร ปีนะกาตาโพธิ์ น.82) , ชาริล ชัปปุยส์ , พัชรพล อินทนี (ใบเหลือง น.30) – (อดิศร พรหมรักษ์ น.61) , ศนุกรานต์ ถิ่นจอม (ใบเหลือง น.47) – (สารัช อยู่เย็น น.65) , บรูโน กัลโล – แดร์เลย์ , เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส

นครราชสีมา เอฟซี : แซมมวล ป.คันนิ่งแฮม (GK) – เดชา สร้างดี , เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว , อี วอน แจ , พิชิต เกสโร (ใบเหลือง น.20) – นฤพล อารมณ์สวะ (ใบเหลือง น.70) , นฤพน ไวลด์ (วีรวัฒน์ จิรภัคสิริ น.75) , กฤษดา เหมวิพัฒน์ (เบอร์นาร์ด เฮนรี น.46) – อมาดู อ็อตทารา , มาร์ค ฮาร์มันน์ , เลอันโดร อัสซัมเซา

สมาคมฯ ให้ความรู้บุคลากรเกี่ยวกับกติกาบอลฉบับใหม่ Laws of the Game 2019/20 พร้อมรับรองคัมแบ็คใช้ VAR เดือนตุลาคมนี้

ช่วงวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา การกีฬาแห่งเมืองไทย สมาคมกีฬาบอลแห่งเมืองไทย ในพระบรมรายกปถัมภ์ จัดการสัมมนาแจกแจง

และอัพเดตกติกาการแข่งขันบอล ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ใน Laws of the Game ฉบับปัจจุบัน ให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องของสมาคมฯ ได้แก่ คณะผู้ตัดสินพิจารณาวินัยมารยาท

คณะอนุผู้ตัดสินพิจารณาวินัยมารยาท, คณะอนุผู้ตัดสินพิจารณาวินัยมารยาทกีฬาบอล, คณะผู้ตัดสินอุทธรณ์, คณะผู้ตัดสินผู้ควบคุมการแข่งขัน, คณะผู้ตัดสินการประเมินผลการปฎิบัติหน้าที่ของผู้ตัดสินฯ

โดยมี พ.จ.อ.ปรีชา กางรัมย์ หัวหน้าข้างพัฒนาผู้ตัดสิน (เทคนิค) และหัวหน้าวิทยากร VAR ทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับกติกาใหม่

ภายหลังการสัมมนา พล.ต.ท.อวย นิ่มมะโน ประธานคณะผู้ตัดสินพิจารณาวินัยมารยาท กล่าวว่า “ฟีฟ่าได้มีการทบทวนกติกาการแข่งขันประจำทุกปี เพราะกีฬาบอลถือว่าเป็นกีฬาสากล เล่นกันทั่วโลก”

“ซึ่งจำเป็นต้องมีกติกากลาง ผู้ดูแลเรื่องกติกากลางก็คือฟีฟ่า ยิ่งในปัจจุบันมี VAR ที่เผ่านาช่วยในการตัดสิน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนกติกากันบ่อยขึ้น ซึ่งจุดบกพร่องต่างๆ ในรอบปีก็จะนำมาแก้ไขปรับปรุง”

Posted on Leave a comment

จัด1แอสซิสต์!กามาพูดถึงธีรศิลป์คืนตัวจริงรอบ 10 นัด

กุนซือกิเลนผยองเอ่ยถึงกองหน้าทีมชาติไทยหลังฟิตออกสตาร์ทตัวจริงในรอบ 10 เกม ก่อนจัด 1 แอสซิสต์เหนือชั้น
อเล็กซานเดร กามา  ufa1688   กุนซือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กล่าวถึง ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้ากัปตันหลังออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริง ในรอบ 10 เกมก่อนจัด 1 แอสซิสต์ ในโตโยต้าไทยลีก ที่บุกเอาชนะ สุโขทัย เอฟซี 3-2 ตอนวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา

กิเลนผยองได้สามประตูจาก ศุภนันท์ บุรีรัตน์,เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส และ โอ บัน ซอค ทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะสามนัดติดต่อกันโดยเกมนี้ ธีรศิลป์ แดงดา ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในรอบ 10 เกม และจัด 1 แอสซิสต์สุดสวยให้ เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ยิงประตูพลิกขึ้นนำ

“เป็น 3 แต้มที่มีความสำคัญสำหรับเรา เรามาที่นี่เพื่อให้ต้องการ 3 แต้มและเราบรรลุเป้าหมายของเราแล้ว เกมวันนี้เป็นเกมที่ยาก ซึ่งเราเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และเราทำได้ดีแล้วในการได้รับชัยชนะในวันนี้ ผมไม่คิดว่าถ้าลูกจุดโทษลูกนั้นเข้าจะเปลี่ยนอะไร เราครองเกมได้เยอะ”

“ซึ่งตามมุมมองของผมมันไม่น่าจะเป็นจุดโทษ ซึ่งถือเป็นโชคดีที่เราเซฟจุดโทษและมาได้ประตูที่สาม โดยช่วงหลังเหมือนผู้ตัดสินจะก่อความผิดพลาดบ่อย ตอนเราตัดบอลได้เรามักเสียฟาวล์ ทำให้เราเสียการครองบอล” พร้อมเอ๋ยถึง ธีรศิลป์ ที่พอดีจริงในรอบ 10 เกม ว่า!

“ธีรศิลป์ เป็นผู้เล่นที่สำคัญของเรา ถ้าเขามีความฟิตเต็มร้อย เขาต้องได้ลงเล่นแน่ๆอยู่แล้ว ที่ผ่านมา มุ้ย อาจจะฟิตไม่เต็มร้อย ซึ่งผมไม่มีความคิดว่าทีมชาติควรจะเรียกตัวไปติดทีมชาติหรือเปล่า ซึ่งเราต้องดูแลเขาในเรื่องนั้นเป็นอย่างดี”

เร็วสุดชั้น 2 ตลอดกาลไทยลีก หลังซัดให้ สุพรรณบุรี ขึ้นนำ ราชบุรี 1-0
เคลตัน ซิลวา กองหน้าสุพรรณบุรี เอฟซี ทาบสถิติของ ปิยะวัฒน์ ทองแม้น ในฐานะผู้เล่นที่ยิงประตูเร็วสุดชั้น 2 ตลอดกาลโตโยต้า ไทยลีก หลังเบิกร่องให้ต้นสังกัด เปิดบ้านขึ้นนำราชบุรี มิตรผล 1-0 ช่วงวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา

กองหน้าชาวบราซิล ยิงขึ้นนำตั้งแต่ 12 วินาทีแรก นอกจากเปลี่ยนเป็นประตูที่เกิดขึ้นเร็วสุดในฤดู 2019 แล้ว ยังส่งให้ เคลตัน ซิลวา ขึ้นแท่นเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูเร็วสุดชั้น 2 ตลอดกาลไทยลีก

เทียบเท่าสถิติเดิมของ ปิยะวัฒน์ ทองแม้น อดีตกองหน้าศรีสะเกษ ที่ทำไว้เมื่อปี 2010 โดย 4 ชั้นแรกผู้เล่นยิงประตูเร็วสุดโตโยต้า ไทยลีก นำโดย นิรุตน์ คำสวัสดิ์ (9วินาที)

ปิยะวัฒน์ ทองแม้น และ เคลตัน ซิลวา (12 วินาที), ดาเนียล คอร์เตส (14วินาที) และ เนลสัน โบนิญา กับ เจย์ซี จอห์น (15วินาที)

1. นิรุตน์ คำสวัสดิ์ การท่าเรือ เอฟซี เสมอ สินธนา 1-1 ปี 2001 – 9 วินาที

2. ปิยะวัฒน์ ทองแม้น (ศรีสะเกษฯ) 12 วินาที 25 เม.ย.2553 และ เคลตัน ซิลวา (สุพรรณบุรี เอฟซี) 12 วินาที 21 ก.ย.2562

3. ดาเนียล คอร์เตส (เพื่อให้นตำรวจ) 14 วินาที 25 ส.ค.2556

4. เจย์ซี จอห์น (แบงค็อก ยูไนเต็ด) 15 วินาที 15 ส.ค.2558 และ เนลสัน โบนิญา (สุโขทัย เอฟซี) 15 วินาที 10 ก.พ.2561

สมาคมกีฬาบอลแห่งเมืองไทย เปิดเผยผ่านเว็ปไซต์ fathailand ว่า ตามที่สมาคมกีฬาบอลแห่งเมืองไทย ในพระบรมรายกปถัมภ์ เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายวรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาบอลฯ ในคดีให้เปิด “ทางจำเป็น” หรือ “ภาระจำยอม” ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี

เพื่อให้ให้ศาลมีคำพิพากษา ให้ถนนคอนกรีตด้านหน้าศูนย์ฝึกบอลแห่งชาติหนองจอก ที่ตั้งอยู่ที่ซอยมิตรไมตรี 6/3 (ซอยนันทวี 3) แขวงหนองจอก เขตหนองจอก จังหวัด กรุงเทพมหานคร สำหรับสมาคมกีฬาบอลฯ ใช้เป็นทางเข้า-ออก ช่วงวันที่ 28 กันยายน 2561

ปัจจุบันตอนวันที่ 19 กันยายน 2562 สมาคมกีฬาบอลแห่งเมืองไทยฯ และ นายวรวีร์ มะกูดี ได้จดทะเบียนภาระจำยอม ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งมีนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 1577/2562 โดยให้ที่ดินของสมาคมฯ เป็นสามยทรัพย์เรื่องฟุตบาท ทางรถยนต์ ไฟฟ้า ประปา

ตลอดจนสาธารณูปโภคต่างๆ ของที่ดินโฉนด 2327 กับ 1948 ของ นายวรวีร์ มะกูดี และให้ที่ดินแปลงอื่นของนายวรวีร์ สามารถใช้ทางออกร่วมกันผ่านที่ดินแปลง 409 ของสมาคมฯ ได้ด้วย

Posted on Leave a comment

โซนแดงก็สนุก! เชียงใหม่ถล่มโคราช 5-1 ดวลสุพรรณ29นี้

เชียงใหม่ เอฟซี หนีบ๊วยสำเร็จหลังถล่มนครราชสีมา เอฟซี 5-1 โดยมีเกมตกค้างพบ ufa1688  สุพรรณบุรี วันที่ 29 สิงหาคม นี้ ศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 เจ้าถิ่น เชียงใหม่ เอฟซี อันดับสุดท้ายของตาราง ที่มี 21 คะแนนจาก 23 นัด เปิดบ้านพบกับ นครราชสีมา เอฟซี อันดับ 12 ของตาราง ที่มี 28 คะแนนจาก 24 นัด และ ห่างจากโซนตกชั้นเพียง 4 คะแนน

เริ่มเกมแค่ 8 นาที เชียงใหม่ ขึ้นนำเร็ว 1-0 จากลูกเตะมุม ผู้รักษาประตูทีมเยือน ชกทิ้งไม่ดี เข้าทาง ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา วอลเลย์สวนตูมเดียวเข้าไปอย่างสวยงาม

นาทีที่ 24 เชียงใหม่ ทิ้งห่างเป็น 2-0 มุสตาฟา อาซัดซอย เปิดจากริมเส้นเข้าเขตโทษ และเป็นอีกครั้งที่ ผู้รักษาประตูทีมเยือน ปัดออกมาไม่ดี ถูก เอลิอันโดร กอนซากา ยิงสวนเข้าไปง่ายๆ ยังไงก็ตาม นาทีที่ 45 นครราชสีมา ไล่มาเป็น 1-2 ประลอง สาวันดี เติมขึ้นมาทางซ้าย ก่อนเปิดเข้ากลาง และเป็น ชิตชนก ไชยเสนสุรินธร ที่ลงมาเป็นสำรอง โขกเข้าไปไม่เหลือซาก

จบครึ่งเวลาแรก เชียงใหม่ ออกนำ นครราชสีมา เพียง 1-0

กลับสู่ครึ่งเวลาหลัง นาทีที่ 61 เชียงใหม่ หนีห่างเป็น 3-1 จากลูกเตะมุม บอลสกัดมาเข้าทาง อภิสิทธิ์ โสรฎา ยิงสวนเข้าเขตโทษ บอลแฉลบ อี วอน แจ มาถึง มุสตาฟา อาซัดซอย จิ้มเข้าไป

เท่านั้นไม่พอนาทีที่ 80 เชียงใหม่ หนีห่างเป็น 4-1 จากจังหวะสวนกลับ ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา หลุดเดี่ยวขึ้นมา ก่อนไหลให้ เอลิอันโดร กอนซากา ยิงเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างหมดจด

ช่วงทดเจ็บ ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา มาซัดปิดกล่อง ช่วยให้ เชียงใหม่ เอฟซี เปิดบ้านชนะ นครราชสีมา เอฟซี 5-1 ขยับหนีจากอันดับสุดท้ายได้สำเร็จ มีเพิ่มเป็น 24 คะแนนจาก 24 นัด

 Program ต่อไป เชียงใหม่ เอฟซี จะเปิดบ้านทำศึกหนีตกชั้น พบกับ สุพรรณบุรี เอฟซี ในนัดตกค้าง วันที่ 29 สิงหาคมนี้

11 ผู้เล่นตัวจริง

เชียงใหม่ เอฟซี : นริศ ทวีกุล (GK) – เอลิอันโด กอนซากา , มุสตาฟา อาซัดซอย , ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา , อภิสิทธิ์ โสรฎา , พิชิตพงษ์ เฉยฉิว , โชติภัทร พุ่มแก้ว , อรรถวิทย์ สุขช่วย , เอฟซัน ปาทริซิโอ , วรวุฒิ นามเวช , วันใหม่ เศรษฐนันท์

นครราชสีมา เอฟซี : ชัยณรงค์ บุญเกิด (GK) – เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว , เอกนัฏฐ์ คงเกตุ , เลอันโดร อัสซัมเซา , อมาดู อ็อตทารา , เบอร์นาร์ด เฮนรี , อี วอน แจ , ประลอง สาวันดี , เดชา สร้างดี , นฤพล อารมณ์สวะ , วีรวัฒน์ จิรภัคสิริ

ก่อนที่นาทีที่ 25 กว่างโซ้งมหาภัย ขึ้นนำ 1-0 ปิยพล ผานิชกุล เปิดข้ามฟากมาให้ สุริยา สิงห์มุ้ย ทางฝั่งซ้าย ก่อนยัดเข้ากลาง ศิวกรณ์ เตียตระกูล วิ่งมายิงด้วยซ้าย เข้าไปไม่เหลือซาก

ช่วงทดเจ็บ ฉลามชล ขยับแก้เกมคนแรก โดยส่ง สิทธิโชค ภาโส ลงมาแทน ดัสกร ทองเหลา

จบครึ่งเวลาแรก กว่างโซ้งมหาภัย บุกมานำ 1-0 จาก ศิวกรณ์ เตียตระกูล

กลับสู่ครึ่งเวลาหลังยังเป็น กว่างโซ้งมหาภัย ที่ทำได้ดีกว่า กระทั่งนาทีที่ 75 ทิ้งห่างเป็น 2-0 พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล ตักขึ้นหน้าให้ บิลล์ โรซิมาร์ หลุดไปกระดกหลบ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล แล้วยิงเข้าไปง่ายๆ

นาทีที่ 85 ฉลามชล มีโอกาสตีไข่แตก จากจังหวะยิงไกลของ สิทธิโชค ภาโส แต่บอลดันพุ่งชนคานเด้งออกมา

หมดเวลา สิงห์ เชียงรายฯ บุกชนะ ชลบุรี เอฟซี ครั้งแรกด้วยสกอร์ 2-0 พร้อมจี้ผู้นำ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เหลือเพียง 1 คะแนน ขณะที่เหลืออีก 5 นัด

11 ผู้เล่นตัวจริง

ชลบุรี เอฟซี : สินทวีชัย หทัยรัตนกุล (GK) – ธนาเสฎฐ์ สุจริต , คิม คยอง มิน , จูเนียร์ โลเปส , มงคล นามนวด (ใบเหลือง น.21) – สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ , กฤษดา กาแมน – ธีรเทพ วิโนทัย (ใบเหลือง น.42) – (ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว น.56) , ดัสกร ทองเหลา (สิทธิโชค ภาโส) , เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ (อาทิตย์ บุตรจินดา น.77) – แฮริสัน ไคออน

สิงห์ เชียงรายฯ : อภิรักษ์ วรวงษ์ (GK) – บรินเนอร์ เอ็นริเก , พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล , อี ยอง แร , บิลล์ โรซิมาร์ (ใบเหลือง น.77) , ศิวกรณ์ เตียตระกูล , วิลเลียม เอ็นริเก , สุริยา สิงห์มุ้ย , ชินภัทร์ ลีเอาะ (พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ น.83) , เอกนิษฐ์ ปัญญา (ชัยวัฒน์ บุราณ น.76) , ปิยพล ผานิชกุล (ศราวุธ อินแป้น น.60)
 
ฉลามชล ไม่เคยเปิดบ้านแพ้ กว่างโซ้งมหาภัย แม้แต่ครั้งเดียว แถมในยุค โค้ชเตี้ย ยังขึ้นชื่อว่า “จอมทำแสบยอดทีม”

โกล ประเทศไทย พบว่า ชลบุรี เอฟซี มี Stats ยอดเยี่ยม ยามเปิดบ้านพบกับ สิงห์ เชียงรายฯ ก่อนดวลกันอีกครั้ง ในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 นัดที่ 25

“ฉลามชล”เคยเปิดบ้านพบกับกว่างโซ้งมหาภัย ตั้งแต่ฤดูกาล 2011 ปรากฎว่า 8 นัดที่ผ่านมา ชนะไปถึง 7 นัด เสมอ 1 นัด ยิงได้ถึง 18 ประตู และ เสียเพียง 5 ประตูเท่านั้น

นอกจากนี้ ชลบุรี เอฟซี ในยุค สะสม พบประเสริฐ ยังนับเป็นจอมทำแสบเหล่ายอดทีม เมื่อเปิดบ้านชนะ มาทั้ง เอซีจี เมืองทองฯ 2-0, ชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-0

และชนะ ทรู แบงค็อกฯ 2-1 รวมถึงบุกเสมอ การท่าเรือ เอฟซี 2-2 ชลบุรี เอฟซี อันดับ 8 จะเปิดบ้านพบกับ สิงห์ เชียงรายฯ อันดับ 2 ในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 นัดที่ 25

วันที่ 25 สิงหาคมนี้ เวลา 19.00 น. ยิงสดทาง True4U โดยกรณีที่ กว่างโซ้งมหาภัย บุกชนะได้ครั้งแรก จะตามหลังบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เหลือเพียง 1 คะแนน ทันที

Posted on Leave a comment

ประวัติ ยาโก้ อาสปาส

ชื่อ : ยาโก้ อาสปาส
 
เชื้อชาติ : สเปน   ufa1688 
   
วันเกิด : 1 สิงหาคม 1987
 
อายุ : 26 ปี
 
สถานที่เกิด : เมืองโมเอญ่า สเปน
 
ส่วนสูง : 176 เซนติเมตร
 
ต้นสังกัด : หงส์แดง

ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า

     ยาโก้ อาสปาส ฆุนกาล เกิดช่วงวันที่ 1 สิงหาคม 2530 ในเมืองโมเอญ่า เมืองเล็กๆ ที่มีประชากรไม่ถึง 20,000 คน ตั้งอยู่ในแคว้นกาลิเซีย ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เขาร่วมทีมเยาวชนของ เซลต้า บีโก้ สโมสรท้องถิ่นที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขาในการเล่นบอล ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

     จากการบ่มเพาะเป็นอย่างดีของSystemเยาวชนของทีม ทำให้ อาสปาส พัฒนาฝีเท้าขึ้นมา จนสามารถเข้าไปอยู่และลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของ เซลต้า บีโก้ เป็นนัดแรกได้ในฤดู 2007-08 ในศึกเซกุนด้า ดิวิชั่น แต่กว่าจะได้ลงเล่นเป็นนัดที่ 2 ให้กับทีมชุดใหญ่ เขาต้องรอถึง วันที่ 6 มิถุนายน 2009 ในนัดที่เอาชนะ อลาเบส ไป 2-1 โดย  อาสปาส เปลี่ยนตัวลงไปในนาทีที่ 59 และยิง 2 ประตู ช่วยให้ เซลต้า บีโก้ เก็บ 3 แต้มสำคัญ รอดพ้นจากการตกชั้นไปได้

     ฤดู 2009-10 อาสปาส ก็ได้ถูกเรียกตัวจากทีมสำรองขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว ด้วยวัย 22 ปี และต่อมาในฤดู 2011-12  เขาระเบิดฟอร์มอย่างร้อนแรง ซัดไป 23 ประตูในลีกให้กับทีม เป็นรองดาวซัลโวของศึกเซกุนด้า ลีก้า ช่วยให้ เซลต้า บีโก้ เลื่อนชั้นกลับขึ้นไปสู่ ลา ลีก้า อีกรอบ ในรอบ 5 ปี

     อาสปาส ลงสนามในลา ลีก้า นัดแรก ตอนวันที่ 18 สิงหาคม 2012 เป็นนัดที่ เซลต้า บีโก้ เปิดบ้านพ่ายแพ้ต่อ มาลาก้า 0-1 ต่อมา เขาสามารถยิงประตูแรกในลา ลีก้า ให้กับตัวเองได้ในนัดที่เอาชนะ โอซาซูน่า 2-0 ที่สนามบาไลดอส บ้านของพวกเขาเอง และยิงประตูเพิ่มได้อีก 11 ลูก จากการลงสนาม 34 นัดในฤดูนั้น ช่วยให้ เซลต้า บีโก้ รอดตกชั้นไปได้อย่างหวุดหวิด เพราะต้องลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้ายของฤดู 2012-13

     ช่วงวันที่ 13 มิถุนายน 2013 ที่ผ่านมา เซลต้า บีโก้ ตกลงรับข้อเสนอซื้อตัว อาสปาส จากหงส์แดง ทุกอย่างกำลังดำเนินการไปด้วยดี ทั้งเรื่องเอกสารและเรื่องสัญญาส่วนตัว แต่ก็ต้องมาสะดุดเพราะข้อพิพาทระหว่างเขากับเอเจนต์คนเก่าในเรื่องของสัญญาตัวแทน สุดท้ายแล้วเรื่องราวก็จบลงด้วยดี ทำให้เขาย้ายตัวไปสู่ถิ่นแอนฟิลด์ได้สำเร็จ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2013 โดยจะใส่เสื้อหมายเลข 9 ให้กับทีม

     อาสปาส ลงสนามในสีเสื้อ "หงส์แดง" เป็นนัดแรกในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ตอนวันที่ 17 สิงหาคม 2013 และเป็นคนจ่ายบอลให้ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ทำประตูชัย ในนัดเเรกของฤดูที่ หงส์แดง เปิดบ้านเอาชนะ สโต๊ค ไป 1-0

     ต้องรอดูกันต่อไปว่า อาสปาส จะเป็นส่วนเติมเต็มกำลังทำให้ หงส์แดง กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกทีหรือเปล่า อย่างที่ แบรนดอน ร็อดเจอร์ส คาดหวังเอาไว้ แต่เชื่อว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความชำนาญที่เขามี คงจะพิชิตใจเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" ได้ในไม่ช้านี้แน่ๆ  เริ่มการเล่นบอลในระดับเยาวชนร่วมกับทีม Moana เป็นนัดแรก ต่อมาได้ร่วมเล่นกับทีม เซลต้า บีโก้ ในปี 1995-2006  และย้ายเผ่านาร่วมทีม Rápido Bouzas ในปี 2004-2005 ตรงเวลาหนึ่งปี โดยเป็นบบนักเตะสัญญายืมตัว จากนั้นได้ก้าวขึ้นมาร่วมค้าแข้งร่วมกับ เซลต้า บีโก้ ในปี 2006-2009 โดยลงสนามเล่นมาแล้วมากกว่า 84 ครั้ง ต่อมาได้เผ่านาเล่นให้กับสโมสร เซลต้าบีปี 2008-2013 ลงสนามมากกว่า 139 ครั้ง ต่อมาได้ย้ายมาค้าแข้งผ่านลีกในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ร่วมกับทีมหงส์แดง อีกรอบ ในปี 2013-2015  ลงเล่นกว่า 14 ครั้ง ซึ่งในระหว่างนั้นได้เผ่านาเล่นกับ เซบียา สโมสรเก่าแก่ในสเปน จากนั้นในปี 2015 ได้หวนกลับมาร่วมค้าแข้งกับ เซลต้า บีโก้ อีกที และได้ร่วมเล่นกับทีมกว่า 111 ครั้ง และเป็นสโมสรในปัจจุบันที่เจ้าตัวได้อยู่ร่วมค้าแข้งในลีกสเปน สำหรับสไตล์การเล่นที่มีความดุดันและช่วยให้เกมรุกของทีมมีโอกาสลุ้นทำประตูได้มากขึ้น จึงเป็นนักเตะที่มีส่วนช่วยทีมได้ดี  ​ไมเคิล โอเวน อดีตศูนย์หน้าเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ให้ความเห็นถึง ยาโก้ อัสปาส กับความล้มเหลวในการค้าแข้งสมัยอยู่ หงส์แดง ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด

ย้อนกลับไปในฤดู 2013-14 อัสปาส ที่พึ่งจะแจ้งเกิดมาเต็มตัวกับทีมอย่าง เซลต้า บีโก้ ของสเปนนั้นได้กลายมาเป็นนักเตะหงส์แดงตามคำชักชวนจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แต่สุดท้ายกลับพังไม่เป็นท่า พร้อมผลงานสุดห่วยคือยิงได้แค่ 1 ประตูจาก 15 เกมในทุกรายการ ซึ่ง "เบบี้โกล" ให้ความเห็นเรื่องกับเรื่องนี้ว่า

"มีนักเตะหลายท่านที่เผ่านาแล้วเป็นแบบ อัสปาส ที่ หงส์แดง" ตำนานสโต๊ค กล่าว

"เขาไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นส่วนหนึ่งของทีมเลย และยิ่งพอใช้ได้เห็นการเล่นของเขาซึ่งก็น่าจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ได้ชัดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แทบไม่ต้องสงสัยเลย"

"อัสปาส ยิงได้แค่ 1 ประตูให้ หงส์แดง แต่ดูตอนนี้สิ เขาลืมอดีตอันเลวร้ายนั้นไปหมดแล้ว พร้อมก้าวขึ้นเป็นคนสำคัญที่ เซลต้า บีโก้ จะขาดไปเสียไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"

Posted on Leave a comment

ประวัติ จอห์น(นีอีแวนซ์) สโตนส์

จอห์น สโตนส์ กองหลังดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษของ เอฟเวอร์ตัน ออกมาปฎิเสธว่าทีมของเขายังไม่ได้อยู่ในโซนตกชั้น แม้จะอยู่ในชั้นท้ายตาราง หลังจากเก็บชัยแค่ 1 จาก 10 นัดหลังสุด  ufa1688 

     "นักเตะในทีมทุกคนไม่เคยกล่าวถึงชั้นในลีก เราสนใจแต่เกมนัดต่อๆ ไป เราพิจารณากันเป็นนัดต่อนัดที่จะเผ่านา เราไม่เคยสนใจจะมองตารางหรืออะไรแบบนั้น เราคุยกันเฉพาะภายในเราเอง ว่าเราจะเล่นยังไง และปรับปรุงเกมอย่างไร"

     "เราต่างมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน และพยายามสร้างความปราถนาในเกม ดังที่ได้แสดงออกมาให้เห็นในเกม 2-3 นัดที่ผ่านมา"

     ทั้งนี้ทีมตราท็อฟฟี่กำลังเก็บตัวซ้อมที่ กาตาร์ เพราะมีสภาพอากาศอบอุ่นในวันนี้ และยังมีเวลากว่าจะได้เตะอีกรอบในวันที่ 31 มกราคม ในเกมที่พบ คริสตัล พาเลซ จอห์น สโตนส์ เริ่มการเล่นในระดับสโมสรเยาวชนนัดแรกเมื่อ 2001-2011 โดยเล่นให้กับ บาร์นสลีย์ ตรงเวลา 9 ปี จึงจะก้าวไปสู่ระดับสโมสรอาชีพเริ่มจากการค้าแข้งกับ บาร์นสลีย์ เมื่อปี 2011-2013 ซึ่งลงเล่นทั้งหมด 24 นัด จากนั้นได้ย้ายไปเล่นให้กับทีมเอฟเวอร์ตัน โดยลงเล่นทั้งหมด 77 นัด และ ปี 2016 ได้ย้ายเผ่านาร่วมเล่นกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ และเป็นผู้เล่นหลักตลอดมา John Stones ก้าวไปสู่การเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษระดับเยาวชน 2012-2013 ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี โดยลงเล่นทั้งหมด 3 ครั้ง จากนั้นปี 2013 ลงเล่นในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เมื่อ 2013 ซึ่งเป็นรุ่นเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 21 ปี ซึ่งเล่นในจำนวนทั้งหมด 12 ครั้ง จากนั้นไม่นานในปี 2014 ได้ก้าวขึ้นมาเล่นให้กับทีมอังกฤษ มากกว่าจำนวน 28 นัด  จากสไตล์การเล่นที่โดดเด่นและได้รับความสนใจร่วมเล่นในทีมชาติชุดใหญ่ได้ตลอด ด้วยทักษะความชำนาญของที่เล่นในตำแหน่งแบ็กขวาได้คล่องตัวทำให้เป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมชาติอังกฤษ

ชื่อเต็ม : จอห์น สโตนส์
วันเกิด : 28 พฤษภาคม 1994 (อายุ 20 ปี)
สถานที่เกิด :  บาร์นสลี่ย์, ประเทศอังกฤษ
สัญชาติ : อังกฤษ
ส่วนสูง : 188 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : เซนเตอร์ฮาล์ฟ
สโมสรปัจจุบัน :  เอฟเวอร์ตัน
 
ประวัติการค้าแข้ง
 
บาร์นสลี่ย์

     สโตนส์ เกิดที่บาร์นสลี่ย์, เซาท์ยอร์คเชียร์ เขาร่วมทีมเยาวชนของบาร์นสลีย์ ก่อนได้รับสัญญาอาชีพเมื่อเดือน ตุลาคม 2011 จากนั้น เริ่มเปิดฉากเกม แชมเปี้ยนชิพ ตอนวันที่ 17 มีนาคม 2012 ในเกมที่ชนะ เรดดิ้ง 4-0 โดยลงเล่นแทน สก็อต ไวส์แมน ในนาทีที่ 52 เขามาทำประตูแรกในนามต้นสังกัดได้ในเกมลีกคัพ ที่พบกับ โรชเดล ช่วงวันที่ 11 สิงหาคม 2012
 
เอฟเวอร์ตัน

     สโตนส์ เซ็นสัญญา 5 ปี กับ ทีมท็อฟฟี่ เมือ่วันที่ 31 มกราคม 2013 ที่ค่าตัว 3 ล้านปอนด์ จากนั้นได้เปิดฉากให้ทีมในเกมพบ สตีฟเนจ ในถ้วยลีกคัพ ตอนวันที่ 28 สิงหาคม 2013 ต่อมาได้ลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรก ในเกมชนะ เชลซี 1-0 ตอนวันที่ 14 กันยายน 2013 และได้ลงเป็นตัวตริงนัดแรกในนัดเยือนที่เสมอ สโต๊ค ซิตี้ 1-1 เมื่อ 1 มกราคม 2014
 
ฤดู 2014-2015
     วันที่ 7 สิงหาคม เขาได้ต่อสัญญาอีก 5 ปี กับทีมไปจนถึงปี 2019 พร้อมค่าแรงสัปดาห์ละ 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

ทีมชาติ

     วันที่ 28 พฤษภาคม 2013 เขามีชื่อในทีมชาติอังกฤษชุดยู 21 ที่ลงแข่งขันรายการ บอลโลกชุดอายุต่ำกว่า20ปี และได้เปิดฉากเกมเมือวันที่ 16 มิถุนายน เกมอุ่นเครื่องชนะ อุรุกวัย 3-0
     วันที่ 12 พฤษภาคม 2014 เขามีชื่อสแตนด์บาย ให้ทีมชาติอังกฤษ ชุดลุยบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล และเขาได้โอกาสลงเล่นทีมชาตินัดแรกในเกมกระชับมิตรที่ถล่ม เปรู ไป 3-0 โดยลงเล่นแทน เลห์ตัน เบนส์ ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย

Posted on Leave a comment

ประวัติ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่

เอสเตบัน กัมบิอัสโซ มิดฟิลด์จอมเก๋าชาว อาร์เจนตินา ออกมารับรองแล้วว่าจะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมขอบคุณแฟนบอลทุกคนที่ให้การเกื้อหนุนเป็นอย่างดีในฤดูที่แล้ว   ufa1688 

     กัมบิอัสโซ ย้ายมาร่วมทีม เลสเตอร์ เมื่อฤดูที่ผ่านมาด้วยสัญญาระยะสั้น 1 ปี และมีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมรอดพ้นการตกชั้น แต่ปัจจุบันเจ้าตัวตัดสินใจไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมและแปลงเป็นนักเตะฟรีเอเยนท์ในตอนนี้

     "ผมขอประกาศว่าผมจะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้" กัมบิอัสโซ โพสต์ข้อความบน Facebook "ผมใช้เวลาแค่ 24 ชั่วโมงในการตัดสินใจหลังได้รับข้อเสนอจาก เลสเตอร์ เพราะผมต้องการให้ทีมมีเวลามากที่สุดในการมองหาตัวเลือกใหม่"

     "ผมอยากขอบคุณแฟนบอลทุกคน ที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มีส่วนร่วมกับสโมสรแห่งนี้ ผมจะไม่มีวันลืมแน่ๆ"

     "ผมต้องขอขอบคุณเพื่อให้นร่วมทีมและสต๊าฟฟ์โค้ชทุกคนของสโมสร ที่ทำให้ฤดูที่ผ่านมาเป็นหนึงในปีที่สำคัญที่สุดของชีวิตผม"

Esteban Cambiasso – 2011.jpg

ชื่อเต็ม : เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่
วันเกิด : 18 สิงหาคม 1980
เกิดที่ : บูโนส ไอเรส, อาร์เจนติน่า
สัญชาติ : อาร์เจนติน่า
ส่วนสูง : 177 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลางตัวรับ

ประวัติส่วนตัว

          เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ (เกิด 8 สิงหาคม 1980) นักเตะชาวอาร์เจนติน่าของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอดีตเคยค้าแข้งกับทีมดังอย่าง ริเวอร์เพลท, เรอัล มาดริด และ อินเตอร์ มิลาน โดยเขาคว้าแชมป์ทั้งหมด 23 ครั้ง มากที่สุดในประวัติศาสตร์นักบอลอาร์เจนไตน์  กัมบิอัสโซ่เริ่มในเส้นทางอาชีพบอลกับสโมสร อาร์เจนตินอสจูเนียร์ส ในปี 1995 ก่อนจะย้ายตามพี่ชายของเขานิโคลัสกัมบิอัสโซ่ไปเล่นให้กับอดาเดมี่ของ เรอัลมาดริด ในปี 1996 แต่หลังจากนั้นในปี 1998 เขาก็กลับไปเล่นที่ลีกบ้านเกิดอีกทีและลงเล่นสามปีให้กับอินเดเพนเดียนเต้และหนึ่งปีกับริเวอร์เพลทซึ่งต่อมาในปี 2002 กัมบิอัสโซ่ ได้ตัดสินใจกลับไปยังสโมสร"ราชันชุดขาว"เรอัลมาดริดอีกที เขาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และ อินเตอร์คอนติเน็นทัลคัพในปีเดียวกัน

นอกจากนี้ยังอยู่ในชุดที่คว้าแชมป์ลาลีก้าและสแปนิชซูเปอร์คัพในปี 2003 ทั้งยังยังพาทีมเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และเข้าชิงชนะเลิศบอลถ้วยในประเทศโกปาเดลเรย์ได้อีกด้วยในซีซั่นเดียวในเดือนกรกฎาคม 2004 กัมบิอัสโซ่ในวัย 24ปีตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมอินเตอร์มิลานหลังจากหมดสัญญากับทาง เรอัลมาดริด ในเดือนมิถุนายนและเขาสามารถช่วย"งูใหญ่"คว้าแชมป์โคปปาอิตาเลียได้ในฤดูแรกที่ลงเล่นจากการเป็นมิดฟิลด์ตัวรับคู่กับเพื่อให้นร่วมชาติอย่างฮวนเซบาสเตียนเวรอนโดยจบฤดู 2004-05 กัมบิอัสโซ่มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกอิตาลีคู่กับมิดฟิลด์จอมทัพของเอซีมิลานอย่าง กาก้า ในเกมรอบชิงชนะเลิศศึก โคปปาอิตาเลีย 2006

เขาได้ยิงประตูสุดประทับใจให้ทีมเอาชนะโรม่าไปได้ 3-1 และต่อมาในวันที่ 9กันยายน 2006 กัมบิอัสโซ่ยิงคนเดียวสองประตูในเกมเปิดฤดูให้ทีมเอาชนะ ฟิออเรนติน่า 3-2 โดยหลังจากนั้นในวันที่ 7พฤศจิกายน 2007 เขาและ สลาตันอิบราฮิโมวิช ช่วยกันยิงประตูให้ทีมถล่มเอาชนะ ซิเอสเคเอมอสโก 4-2 ในรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

          กัมบิอัสโซ่ เริ่มค้าแข้งในเส้นทางอาชีพกับสโมสร อาร์เจนตินอส จูเนียร์ส ในปี 1995 ก่อนจะย้ายตามพี่ชายของเขา นิโคลัส กัมบิอัสโซ่ ไปเล่นให้กับอดาเดมี่ของ เรอัล มาดริด ในปี 1996 แต่หลังจากนั้นในปี 1998 เขาก็กลับไปสู่ลีกบ้านเกิดอีกที และลงเล่นสามปีให้กับ อินเดเพนเดียนเต้ และหนึ่งปีกับ ริเวอร์เพลท ซึ่งต่อมาในปี 2002 เขาได้ตัดสินใจกลับไปยังสโมสร "ราชันชุดขาว" อีกที และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ อินเตอร์คอนติเน็นทัล คัพ ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังอยู่ในชุดที่คว้าแชมป์ ลาลีก้า และ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ในปี 2003 แถมยังพาทีมเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และเข้าชิงชนะเลิศบอลถ้วยในประเทศ โกปา เดล เรย์ ได้อีกด้วยในซีซั่นเดียว

อินเตอร์ มิลาน (2004-2014)

          ในเดือน กรกฎาคม 2004 กัมบิอัสโซ่ ในวัย 24 ปี ตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพ อินเตอร์ มิลาน หลังจากหมดสัญญากับทาง เรอัล มาดริด ในเดือน มิถุนายน และเขาสามารถช่วย "งูใหญ่" คว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย ได้ในฤดูแรกที่ไปเล่นจากการเป็นมิดฟิลด์ตัวรับคู่กับเพื่อให้นร่วมชาติอย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน โดยจบฤดู 2004-05 เผ่านีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกอิตาลีคู่กับ มิดฟิลด์จอมทัพของ เอซี มิลาน อย่าง กาก้า

          ในเกมรอบชิงชนะเลิศศึก โคปปา อิตาเลีย 2006 เขาซัดประตูสุดประทับใจให้ทีมเอาชนะ โรม่า ไปได้ 3-1 และต่อมาในวันที่ 9 กันยายน 2006 กัมบิอัสโซ่ ยิงคนเดียวสองประตูในเกมเปิดฤดูให้ทีมเอาชนะ ฟิออเรนติน่า 3-2 โดยหลังจากนั้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2007 เขาและ สลาตัน อิบราฮิโมวิช ช่วยกันยิงประตูให้ทีมถล่มเอาชนะ ซิเอสเคเอ มอสโก 4-2 ในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

          ช่วงวันที่ 23 มีนาคม 2009 อินเตอร์ มิลาน ประกาศต่อสัญญาให้กับ กัมบิอัสโซ่ ไปอีก 5 ปีและจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2014 เขาเป็นนักเตะตัวสำคัญในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2009-10 เป็นอย่างมากจากการซัดประตูชัยให้ทีมเอาชนะ เชลซี 2-1 ที่สนาม ซาน ซีโร่ และยังช่วยทำให้ทีมทุบ บาเยิร์น มิวนิค ในรอบชิงชนะเลิศไปได้ด้วยสกอร์ 2-0 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2010

          โดยในวันที่ 30 มีนาคม 2013 เป็นนัดแรกที่ กัมบิอัสโซ่ ได้รับใบแดงกับสโมสรแห่งนี้ จากการเข้าสกัด เซบาสเตียน โจวินโก้ หลังจากนั้นช่วงวันที่ 22 กันยายน 2013 เขาสามารถซัดคนเดียว 6 ประตูให้ทีมถล่มทีมน้องใหม่อย่าง ซัสซัวโล่ 7-0 ซึ่งต่อมาหลังจบฤดู 2013-14 เขาต้องตัดสินใจอำลาสโมสรที่ค้าแข้งกันมากว่า 10 ปี จากการที่เขาไม่ได้รับการต่อสัญญา และเดินทางมายังประเทศอังกฤษต่อไป

เลสเตอร์ ซิตี้ (2014-ปัจจุบัน)

          ตอนวันที่ 28 สิงหาคม 2014 กัมบิอัสโซ่ ได้รับการดึงตัวไปเล่นให้กับทีมน้องใหม่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสัญญาระยะสั้น 1 ปี แบบไม่มีค่าตัว ซึ่งเขาลงสนามอย่างเป็นทางการนัดแรกให้กับทีมในวันที่ 13 กันยายน พบกับ สโต๊ค ซิตี้ และก็เป็นทางด้าน "จิ้งจอกสยาม" ที่เอาชนะไปได้ 1-0 โดยหลังจากนั้นประตูแรกของเขากับทีมก็มาถึง ในเกมที่ เลสเตอร์ ซิตี้ แซงเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5-3 ซึ่งเขาเป็นคนที่ยิงประตูตีเสมอ 3-3

          ในวันที่ 4 เมษายน 2015 เขาใช้เวลาเพียงแค่ 12 นาทีในการยิงประตูแรกให้กับทีมจากเก็บที่เอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-1 และยังเป็นชัยชนะนัดแรกจาก 8 เกมหลังสุดอีกด้วย และสุดท้ายช่วงวันที่ 18 พฤษภาคม 2015 ภายหลังที่สโมสรพ้นจากการตกชั้นเป็นที่เรียบร้อย ทางสโมสรได้มีการประกาศให้เขาเป็นหนึ่งในนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตของแฟนบอล

ผลงานเกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

ริเวอร์เพลท

– แชมป์ พรีเมร่า ดิวิชั่น : 2002 ครึ่งฤดูหลัง

เรอัล มาดริด

– แชมป์ ลาลีก้า : 2003-03
– แชมป์ อินเตอร์คอนติเน็นทัล คัพ : 2002
– แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ : 2002
– แชมป์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ : 2003

อินเตอร์ มิลาน

– แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2009-10
– แชมป์ กัลโช เซเรีย อา : 2005-06, 2006-07, 2007-08, 2008-09, 2009-10
– แชมป์ โคปปา อิตาเลีย : 2004-05, 2005-06, 2009-10, 2010-11
– แชมป์ อิตาเลี่ยน ซูเปอร์ คัพ : 2005, 2006, 2008, 2010
– แชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ : 2010

ระดับทีมชาติ

อาร์เจนติน่า

– แชมป์ เยาวชนอเมริกาใต้ : 1997, 1999
– แชมป์ เยาวชนโลก : 1997

เกียรติประวัติส่วนตัว

– ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีโดย ยูโรสปอร์ต : 2005-06
– โกลเด้น ไพเรท : 2006
– มีชื่อเข้าชิงรางวัล ฟีฟ่า ฟิฟโปร : 2010
– นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ : 2014-15

Posted on Leave a comment

ประวัติ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

ประวัติ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

ชื่อเต็ม : แอนดรูว์ เฮนรี่ โรเบิร์ตสัน
วันเดือนปีเกิด : 11 มีนาคม ค.ศ. 1994 (26 ปี)
สถานที่เกิด : กลาสโกว์ สกอตแลนด์
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : แบ็กซ้าย

 

แอนดรูว์ เฮนรี่ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายตัวเก่งของ หงส์แดง สโมสรชั้นนำใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เริ่มเส้นทางลูกหนังจากการเป็นนักเตะเยาวชนของ เซลติก ทีมในบ้านเกิด ทว่าเส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหลังไม่สามารถขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้จนต้องออกจากทีมเยาวชนของ เซลติก ทำให้ต้องไปหางานทำชั่วคราวจากการเป็นพนักงานเก็บเงินในห้างซูเปอร์มาร์เกต มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ เพื่อให้หาเงินเลี้ยงชีพ และเคยเป็นเด็กรับจองตั๋วที่สนามแฮมป์เดน พาร์ค

ก่อนไปสู่ปี 2012 เจ้าตัวถูก ควีนส์พาร์ค คว้าตัวไปร่วมทัพก่อนจะย้ายไปเล่นให้ ดันดี ยูไนเค็ด ระหว่างปี 2013-2014 ก่อนซบ ฮัลล์ ซิตี้ ระหว่างปี 2014-2017 ซึ่งในปีสุดท้ายกับ ฮัลล์ ซิตี้ เป็นทางฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ หงส์แดง ตัดสินใจควักเงิน 8 ล้านปอนด์คว้าแบ็คซ้ายจากทีมตกชั้นในตลาดซัมเมอร์ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2017 ก่อนจะได้โอกาสพอดีจริงเป็นนัดแรกในเกมเปิดแอนฟิลด์เอาชนะ คริสตัลพาเลซ 1-0 ในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2017

ในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2019 รอเบิร์ตสันตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรหงส์แดง ไปจนถึงปี 2024 ต่อมาทาง โรเบิร์ตสัน ยังติดทีมทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ร่วมกับเพื่อให้นร่วมทีมอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์,ซาดิโอ มาเน่ และ เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2019 จากการเอาชนะ สเปอร์ส 2-0

เริ่มซีซั่น 2019–20 แข้งกัปตันทีมชาติสกอตแลนด์ผู้นี้ยังเดินหน้าไล่ล่าแชมป์ร่วมกับเพื่อให้นร่วมทีมหลังสามารถเอาชนะ เชลซี พร้อมกับคว้าถ้วย ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2019 ก่อนจะไปคว้าแชมป์สโมสรโลกได้เป็นนัดแรกของสโมสรจากการชนะ ฟลาเมงโก้ ยอดทีมจากลีกบราซิล ก่อนท้ายซีซั่นดังกล่าวข้างต้นจะช่วยให้ หงส์แดง คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกนัดแรกในรอบ 30 ปีได้สำเร็จ

 

 

 

เกียรติประวัติ
– พรีเมียร์ลีก : 2019–20
– ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2018–19
– ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ : 2019
– บอลชิงแชมป์สโมสรโลก : 2019

เกียรติประวัติส่วนตัว
– ดาวรุ่งยอดเยี่ยมจากสมาคมบอลอาชีพสกอตแลนด์ : 2013–14
– ติดทีมยอดเยี่ยมจากสมาคมบอลอาชีพสกอตแลนด์ : 2013–14
– ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก : 2018–19
– ติด 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2018–19
– มีชื่อในติด FIFA FIFPro World11 nominee : 2019 (ชั้น 7 : ตำแหน่งแนวรับ)
– ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี ฟีฟ่า EA Sports : 2019
– ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี ยูฟ่า : 2019

          เบน ชิลเวลล์ เป็นนักเตะในตำแหน่งแบ็คซ้ายของ สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมชื่อดังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และยังเป็นผู้เล่นทีมชาติอังกฤษอีกด้วย

          ชิลเวลล์ เกิดที่ มิลตัน คีนส์ มณฑลบักกิงแฮมเชอร์ เขาเป็นลูกหม้อของอคาเดมี่ เลสเตอร์ ซิตี้ และโชว์ฝีเท้าโดดเด่นเกินอายุจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีประจำศูนย์ฝึกซ้อมเยาชนของ เลสเตอร์ ในฤดู 2014/15

          ในยุคของกุนซือ เคลาดิโอ รานิเอรี ชิลเวลล์ ได้ถูกโปรโมตรขึ้นชุดใหญ่เจ้าตัวได้โชว์ฝีเท้าให้กับทัพ "สุนัขจิ้งจอก" ในช่วงทัวร์ปรีซีซั่น และได้รับเสื้อหมายเลข 30 ในทีม ก่อนเปิดศึกฤดู 2015/16 หลังจากนั้นเจ้าตัวเดบิวต์เกมแรกในฐานะนักเตะอาชีพ ในแมตช์แข่งขันวันที่ 27 ตุลาคม 2015 ในศึก ลีก คัพ โดยเจอกับ ฮัลล์ ซิตี้ เจ้าตัวเล่นเต็มเกมแต่ไม่สามารถช่วยทีมได้ เลสเตอร์ พ่าย ดวลจุดโทษ 5-4 หลังจากเสมอกันในเวลา 1-1   

          วันที่ 19 พฤศจิกายน 2015 การผจญภัยบทใหม่ของ ชิลเวลล์ ในวัย 18 ปี เริ่มขึ้นเมื่อเขาถูกสโมสรปล่อยแบบยืมตัวไปร่วมทีม ฮัดเดอส์ฟีลด์ ทาวน์ ในศึกแชมเปี้ยน ชิพ จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2016 เขาเปิดตัวเกมแรกให้กับ ฮัดเดอส์ฟีลด์ ในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านพ่าย มิดเดิ้ลสโบรช์ 0-2

          หลังจากนั้นเส้นทางอาชีพของเขาก้าวขึ้นมาอีกระดับ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2016 ชิลเวลล์ เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปจนถึง ปี 2021 จากนั้นเขาเปิดตัวเกมแรกในพรีเมียร์ลีก กับ เลสเตอร์ ในวันที่ 26 ธันาวาคม 2016 ในเกมที่ "จิ้งจอก" เปิดบ้านพ่าย เอฟเวอร์ตัน 0-2 เขาได้รับคำชื่นชมในเรื่องฟอร์มการเล่นเป็นอย่างมาก โดยในฤดู 2016/17 เจ้าตัวลงเล่นรวมทุกรายการไป 19 นัดซึ่งรวมทั้งการเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 นัดอีกด้วย และในวันที่ 18 พฤษภาคม 2017 เขาก็ยิงประตูแรกในฐานะนักเตะอาชีพได้สำเร็จ ในเกมที่ เลสเตอร์ เปิดบ้านแพ้ สเปอร์ส 6-1

          ชิลเวลล์ นั้นโดนไล่ออกจากสนามนัดแรกในอาชีพนักเตะ ในวันที่ 13 มกราคม 2018 จากการโดนใบเหลืองที่ 2 ภายในเวลาเพียง 5 นาที ในเกมที่ เลสเตอร์ เสมอ เชลซี 0-
Chelsea news: Lampard gives verdict on new signings Chilwell and Silva |  Metro News

 วันที่ 26 สิงหาคม 2020 ชิลเวลล์ ย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ไปร่วมทีม เชลซี ในราคา 50 ล้านปอนด์ โดยเซ็นสัญญา 5 ปีด้วยกัน

เกียรติประวัติ
– คว้าชั้นที่ 3 รายการ ยูฟ่า เนชันส์ ลีก กับทีมชาติอังกฤษ ในปี 2019

          6 มิถุนายน 2019 มีข่าวออกมาว่า "ปีศาจแดง" บรรลุสัญญาในการคว้าตัว ดาเนี่ยล เจมส์ เป็นที่เรียบร้อยก่อนที่ในเย็นวันนั้นทาง แมนฯยู จะประกาศคว้าตัวเจมส์ อย่างเป็นทางการด้วยค่าตัวเพียง 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 618 ล้านบาท) ด้วยระยะเวลา 5 ปีพร้อมกับพ่วงอ็อปชั่นเสริมขยายสัญญาในอนาคต หลังจากพรีเมียร์ลีก กลับมาเปิดฉากซีซั่นใหม่ เจมส์ ได้โอกาสลงมาเป็นสำรองก่อนที่จะฉกฉวยโอกาสที่ได้รับทันทีด้วยการยิงประตูได้ตั้งแต่เกมแรกที่ลงสนามในเกมเอาชนะเชลซี 4-0 ก่อนที่หลังจากนั้นเจ้าตัวจะได้รับความไว้วางใจจากโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มากขึ้นและเจมส์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะ 4 เกมแรกเจ้าตัวยิงไปได้ถึง 3 ประตูเลยทีเดียวจนมีชื่อเข้าชิงนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรในสิงหาคม แต่หลังจากนั้นฟอร์มการเล่นก็ออกสมุทรแบบต่อเนื่องหลุดไปนั่งสำรองซะส่วนใหญ่ก่อนที่จะกลับมาพังประตูได้อีกรอบในเดือนมีนาคม ปี 2020 เลยทีเดียวและต้องรอลุ้นว่าซีซั่นใหม่ที่จะถึงนี้ ดาเนี่ยล เจมส์ คนเดิมจะกลับเข้าฝั่งได้ไหม

ufa1688

Posted on Leave a comment

ประวัติ บรูโน่ แฟร์นานเดส กองกลางจอมยิ่งไกล นักเตะใหม่ของ สโมสร แมนฯยูไนเต็ด

บรูโน่ แฟร์นานเดส (Bruno Fernandes) เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 1994 โดยมีชื่อเต็มว่า บรูโน่ มิเกล บอร์เกส แฟร์นานเดส เขาเกิดในเมืองมายาของประเทศโปรตุเกส เขาเป็นเด็กชายที่หลงรักในเกมกีฬาฟุตบอล ufa1688  โดยเริ่มจากการเล่นฟุตบอลข้างถนนกับเพื่อนๆ ในระแวกบ้าน ก่อนที่จะมีโอกาสได้เข้าไปทดสอบฝีเท้าและเข้าเป็นดาวเตะฝึกหัดของอคาเดมี่ของสโมสร เบาวิสต้า ทีมในลีกบ้านเกิด แต่ด้วยความต้องการที่จะพัฒนาฝีเท้าขึ้นไปและเก่งกาจเหมือนฮีโร่ประจำของเขาอย่าง หลุยส์ คอสต้า จึงทำให้เขาได้ตัดสินใจเดินทางย้ายจากสโมสร เบาวิสต้า ไปเล่นให้กับสโมสร โนวาร่า ในปี 2012 ซึ่งในตอนนั้น บรูโน่ แฟร์นันด์ส มีอายุเพียง 17 ปีเพียงเท่านั้น ทั้งๆ ที่ก่อนย้ายไปเล่นในลีกของประเทศอิตาลี เขายังไม่เคยลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของสโมสร เบาวิสต้า เลยสักครั้ง ซึ่งการย้ายไปเล่นที่ โนวาร่า เขาก็ยังคงต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง และทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอด สนกระทั่งสามารถพาสโมสร โนวาร่า ก้าวขึ้นไปจบฤดูกาล 2012-2013 ในอันดับที่ 5 และนอกต่อไปเขายังเกือบที่จะนำทีมขึ้นมาเล่นเซเรีย อา ได้สำเร็จ จนทำให้หลังจบฤดูกาลดังกล่าว บรูโน่ แฟร์นานเดส มีสโมสรให้ความสนใจในตัวเขาอย่างมากมาย และเป็น อูดิเนเซ่ ที่ได้ตัวเขาไปร่วมทีม

ตามหาตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ กับ อูดิเนเซ่
fernandes-udinese

บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้ย้ายมาร่วมทีม อูดิเนเซ่ ในปี 2013 ของการเปิดตลาดหน้าร้อน และได้ลงเล่นเกมนัดเปิดตัวของตัวเองกับทางสโมสร อูดิเนเซ่ จากการถูกส่งลงสนามในช่วงครึ่งเวลาหลังในเกมที่สโมสรเปิดบ้านพ่ายแพ้ให้กับ อินเตอร์ มินลาน 0-3 หลังต่อไปเขาได้กลับมาขยันฝึกซ้อมอย่างหนัก และเพิ่มสกิลการยิงไกลให้กับตัวเอง จนสามารถทำประตูแรกให้กับตัวเองในถิ่น สตาดิโอ ฟรีอูลี ได้สำเร็จ ในเกมที่ อูดิเนเซ่ เสมอกับ นาโปลี 3-3
หลังต่อไป บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทางสโมสรและก้าวขึ้นมาเล่นในตำแหน่งนักเตะตัวจริงได้สำเร็จ เขาได้รับการไว้วางใจจากเพิ่มร่วมทีมในการบัญชาเกมแดนกลาง
เขาค้าแข้งอยู่กับ อูดิเนเซ่ เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 3 ปีเต็ม ก่อนที่จะได้รับข้อเสนอจากทีมดังในลีก ทำให้เขาใช้เวลาเพียงไม่นานในการตัดสินใจที่จะย้ายสโมสร ซามพ์โดเรีย

ระเบิดฟอร์มอันยอดเยี่ยม สโมสร ซามพ์โดเรีย
fernandes-sampdoria
บรูโน่ แฟร์นานเดส ระเบิดฟอร์มสุดยอดที่สุดยอดได้ที่ ซามพ์โดเรีย

หลังจากที่ชื่อเสียงของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักและถูกสื่อหลายสำนักในแดนมักกะโรนีพูดถึงอย่างบ่อยครั้ง สโมสร ซามพ์โดเรีย จึงไม่รอช้าตัดสินใจที่จะยื่นข้อเสนอขอซื้อตัว บรูโน่ แฟร์นานเดส ในทันที ซึ่งตัวเขาก็ใช้เวลาเพียงไม่นานในการตัดสินใจ และเลือกที่จะเก็บกระเป๋าย้ายออกจากสโมสร อูดิเนเซ่ ทันที โดยการย้ายมาสู่สโมสร ซามพ์โดเรีย เขาได้เลือกที่จะสวมใส่เสื้อหมายเลข 10 ซึ่งเป็นเบอร์ของนักเตะระดับตำนานของสโมสรอยู่ โรแบร์โต้ มันชินี่ และเป็นหมายเลขที่ไอดอลของเขาอย่าง หลุยส์ คอสต้า ได้ใช้ในนามทีมชาติและสโมสรอีกด้วย
เขาใช้เวลาปรับตัวกับเพื่อนร่วมทีมและสไตล์การเล่นของทีมใหม่ไม่นานมากนัก บรูโน่ แฟร์นานเดส ก็สามารถที่จะเล่นได้อย่างเข้าขาและรู้ใจเป็นเพื่อนได้ โดยเขาได้ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นัดในการลงสนามก็สามารถที่จะทำประตูแรกให้กับตัวเองในนามของนักเตะทีม ซามพ์โดเรีย ได้สำเร็จ หลังต่อไปเขาก็ได้ระเบิดฟอร์มสุดยอดออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาตั้งแต่ค้าแข้งในอิตาลีมาเลยก็ว่าได้
หลังต่อไปเขาก็กลายเป็นดาวเตะเนื้อหอมอีกครั้ง โดยในครั้งนี้กลับเป็นสโมสรในบ้านเกิดอย่างทีม สปอร์ติ้ง ลิสบอน ที่ต้องการตัว บรูโน่ แฟร์นานเดส ไปเสริมทับในแดนกลางในทันที ซึ่งหลังจากจบฤดูกาล 2016-2017 ทางด้านสโมสร สปอร์ติ้ง ลิสบอน ได้ยอมลงทุนควักกระเป๋าเป็นจำนวนเงิน 8.5 ล้านยูโร ซื้อตัว บรูโน่ แฟร์นานเดส มาร่วทีมในทันที

แจ้งเกิดในบ้านเกิดกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน
fernandes-sporting
บรูโน่ แฟร์นันด์ส สามารถแจ้งเกิดได้กับทีมดังในบ้านเกิดอย่าง สปอร์ติ้ง ลิสบอน

เขาใช้เวลาเพียง 1 ซีซั่นกับสโมสร ซามพ์โดเรีย ก่อนที่จะย้ายกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่กับสโมสรชื่อดังในบ้านเกิดอย่าง สปอร์ติ้ง ลิสบอน โดย บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้ย้ายกลับมาเล่นใน ซูเปอร์ลีกา โปรตุเกส กับสโมสร สปอร์ติ้ง ลิสบอน ด้วยวัยเพียง 23 ปี ด้วยมูลค่า 8.5 ล้านยูโร หรือประมาณ 7.35 ล้านปอนด์ พร้อมบวกออฟชั่นค่าฉีกสัญญาที่สูงถึง 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 86.5 ล้านปอนด์
เฟอร์นันเดส สามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของสโมสรได้อย่างรวดเร็ว และสามารถทำ Stats ลงเล่น 33 นัด ทำไปได้ถึง 11 ประตู คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำเดือนได้ถึง 5 ครั้ง โดยจาก 3 ครั้งในรางวัลดังกล่าวเป็นการคว้ารางวัลควบคู่กับผู้เล่นยอดเยี่ยมประเดือนของ พรีเมร่า ลีกา, รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของลีก, ติดทีมยอดเยี่ยมของ พรีเมร่า ลีกา และรวมไปถึงทีมยอดเยี่ยมของ  UEFA  ยูโรป้าลีก อีกด้วย
จนทำให้ในช่วงเปิดตลาดฤดูกาลร้านของปี 2018 ฟอร์มการเล่นของ เฟอร์นันเดส ได้ไปเข้าตาของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือใหญ่ของ แมนฯ ยู ซึ่งมีความต้องการที่จะซื้อตัวมิดฟิลด์รายนี้เข้ามาร่วมทีมเพื่อเสริมทับให้กับทัพแมนฯยูไนเตด โดยในช่วงนั้นทางด้าน สปอร์ติ้ง ยังคงต้องการให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส อยู่ช่วยสโมสรต่อไปอีก 1 ปี ซึ่งในเวลานั้นเขาก็ตกลงและพร้อมที่จะอยู่ช่วยสโมสรต่อไป แต่เนื่องจากสถานการณ์ของทาง แมนฯยูไนเต็ด ในครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาเหมือนจะออกมาไม่เป็นไปอย่างที่คิด ทำให้บอร์ดบริหารของปีศาจแดงต้องรีบตามล่าตัวดาวเตะมากความสามารถคนนี้มาร่วมทีมทันที

ใจผมคือ “ยูไนเต็ด” พาแมนฯยูไนเตดทวงบังลังก์แชมป์
fernandes-united
บรูโน่ แฟร์นานเดส “ผมมาที่นี่เพราะหัวใจผมคือ ยูไนเต็ด”

ในวันที่ 29 มกราคม 2020 สโมสร แมนฯ ยู ได้ออกมายืนยันว่าทางสโมสรได้บรรลุข้อตกลงกับทาง สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในการซื้อตัว บรูโน่ แฟร์นันด์ส ด้วยค่าตัวเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 47 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,880 ล้านบาท และยังรวมเงื่อนไขต่างๆ อีกประมาณ 67.6 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 2,704 ล้านบาท โดย บรูโน่ แฟร์นันด์ส ในวัย 25 ปี ได้ออกมาเปิดบอกผ่านสื่อ ในงานเปิดตัวกับ แมนฯ ยู ว่า
“ผมเริ่มหลงใหลและเริ่มรักสโมสรแห่งนี้ตั้งแต่ตอนที่ผมได้ชม คริสเตียโน่ โรนัลโด้ รุ่นพี่ของผม ลงเล่นให้กับทีม และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ได้กลายมาเป็นแฟนตัวยงของสโมสรที่สุดยิ่งใหญ่แห่งนี้ในทันที”
“สำหรับผมแล้วการได้ลงเล่นให้กับ ปีศาจแดง ในเวลานี้นับเป็นความรู้สึกที่น่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก และผมจำเป็นที่จะต้องทำงานอย่างหนักในช่วงนี้ ยังไงก็ตามผมขอสัญญากับสาวกว่าจะทุ่มเททุกอย่างให้กับสโมสรแห่งนี้ ให้ทีมกลับมาประสบความสำเร็จและยิ่งใหญ่อีกครั้ง “

การติดทีมชาติโปรตุเกส และสไตล์การเล่นของ บรูโน่ แฟร์นานเดส
fernandes-potugal
บรูโน่ แฟร์นานเดส ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติรุ่นเล็กทุกชุด โดยไล่เรียงกันมาตั้งแต่ U19, U20, U21, และ U23 ซึ่งหนึ่งในผลงานที่น่าจดจำเป็นอย่างมากนั่นคือ การโชว์ทักษะฝีเท้ากับทีมเยาวชนของทัพฝอยทองจนได้รับบทบาทการเป็นจอมทัพคุมจังหวะเกมในแดนกลาง พร้อมทั้งสวมเสื้อหมายเลย 10 ให้กับทีมชาติ ในการแข่งขันโอลิมปิคปี 2016 ที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ เขาทำผลงานในทัวร์นาเมนต์นั้นออกมาได้อย่างสุดยอด จนทำให้ในปี 2017 แฟร์นันด์ส ได้ถูกเรียกขึ้นติดทีมชาติชุดใหญ่
ซึ่งจากการที่เขาได้ระเบิดฟอร์มสุดยอดกับทีมอย่าง สปอร์ติ้ง ลิสบอน ได้อย่างสุดยอด ด้วยการมีวิสัยทัศน์ในการผ่านบอลอย่างสุดยอด เคลื่อนไหวสอดแทรกจากแดนกลางได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถเอาตัวรอดในพื้นที่แคบ พร้อมทั้งลูกทีเด็กที่สามารถจบสกอร์ได้จากระยะไกล ทำให้เขาได้รับความไววางใจในการเล่นลูกเซ็ตพีช และกลายเป็นกำลังหลักของทัพฝอยทองชุดใหญ่ในทันที

ผลงานกับทีมชาติ ยังรอวันผงาด
แมนยูเดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ! 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บรูโน่ เฟอร์นันเดสAvatarการตีพิมพ์ 8 months ago เมื่อ 14-01-2020โดย
เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ! 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บรูโน่ เฟอร์นันเดส | Tadoo
ชั่วโมงนี้คงไม่มีกระแสไหนในตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม กระฉ่อนเท่าเขาคนนี้อีกแล้ว บรูโน่ เฟอร์นันเดส มิดฟิดล์ทีมชาติโปรตุเกส ของสโมสร สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังซูเปอร์ลีก โปรตุเกส

โดยเป็น ปีศาจแดง Manchester United ที่กลายเป็นข่าวกำลังจะได้ตัวดาวเตะวัย 25 กะรัตรายนี้ มาร่วมทีมด้วย ซึ่งความเป็นไปได้ของข่าวนี้ดูจะมีมูลความจริงเกินไปแล้ว 70 เปอร์เซนต์ เพราะไม่ว่าจะเป็นสื่อดังแดนฝอยทองหรือสื่อในเมืองผู้ดี ก็ฟันธงและระบุไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

แต่เอาจริง ๆ แล้ว เจ้าหนุ่ม บรูโน่ เฟอร์นันเดส เนี่ย เริ่มมีชื่อบนหน้าหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ชื่อดังต่าง ๆ เพียง 1-2 ปี ให้หลังมานี้เองนะ หลังจากย้ายมาค้าแข้งใน ซูเปอร์ลีก โปรตุเกส กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

ส่วนช่วงที่ผ่าน ๆ มา พี่แกไปอยู่ไหนมาและเริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งยังไง เดี๋ยวบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับเขาภายใน 5 ข้อ ลุยยยยย !!!

1. บรูโน่ เฟอร์นันเดส เป็นใครมาจากไหน ?
เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ! 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บรูโน่ เฟอร์นันเดส | ข่าวโดย Tadoo

ชื่อเต็มของเขา บรูโน่ มิเกล บอร์เกส แฟร์นานเดส เกิดวันที่ 8 กันยายน 1994 ราศีกันย์ ทุกวันนี้อายุ 25 ปี ห้องเครื่องแดนกลางเจ้าของส่วนสูงเพียง 179 เซนติเมตร สัญชาติโปรตุเกส เริ่มต้นอาชีพกับ เบาวิสต้า สโมสรท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งผลงานก็ไปเข้าตาทีมแมวมองของ โนวาร่า ทีมระดับเซเรีย บี ในอิตาลี ก่อนถูกดันขึ้นชุดใหญ่ในวัย 18 ปี ฤดูกาล 2012/13

จนในที่สุดทีมดังแห่งศึกฟุตบอล เซเรียอา อิตาลี อย่าง อูดิเนเซ่ สะดุดตาซื้อตัวไปร่วมทีมด้วย ซึ่งในเวลานั้นเขาก็ได้ลงเล่นเคียงข้างกับสตาร์ดังของทีมอย่าง อันโตนิโอ ดินาตาเล่ ก่อนจะโยกไปร่วมทีม ซามพ์โดเรีย ด้วยสัญญายืมตัวพร้อมเงื่อนไขซื้อขาด

ในปี 2017 บรูโน่ เฟอร์นันเดส ติดทัพฝอยทองชุด ยู-21 ในศึกชิงแชมป์ยุโรป ก่อนจะทำผลงานได้เป็นที่พอใจ ก่อนจะเป็น สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังแดนฝอยทองบ้านเกิด ยอมควักเงิน 8.5 ล้านยูโร ดึงตัวไปร่วมทีมในปี 2017 พร้อมกับสร้างชื่อขึ้นมาเป็นที่น่าจับตาจากบรรดาทีมดังยุโรปในเวลานี้

บรูโน่ เฟอร์นันเดส ลงเล่นไปแล้วให้สโมสรทุกวันนี้ 81 เกมจากทุกรายการทำไปได้ 39 ประตู โดยในฤดูกาลนี้ผลงานการลงสนาม 23 เกมจากทุกรายการ ซัดไปแล้ว 15 ประตู กับ 7 แอสซิตส์ พร้อมกัน

2. ผลงานกับทีมชาติ ยังรอวันผงาด
เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ! 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บรูโน่ เฟอร์นันเดส | ข่าวโดย Tadoo

บรูโน่ ติดธงทัพฝอยทองไล่มาตั้งแต่ชุด ชุดยู-19, 20, 21 และ 23 ก่อนจะได้โอกาสติดทีมชาติชุดใหญ่ ชุดลุยศึกโอลิมปิก เมื่อปี 2016 ที่จอดป้ายในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ทัวร์นาเมนท์นั้นนับเป็นรายการที่เขาได้รับโอกาสลงสนามแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทำให้ต่อยอดมาถึงปี 2018 บรูโน่ ได้โอกาสลงสนามในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเป็นเกมแรกในนัดที่เจอกับ หมู่เกาะแฟร์โร โดยลงสนามเป็นตัวสำรองแทนที่ของ ปิซซี่ หลังต่อไปไม่นานในเกมอุ่นเครื่อง เขาสามารถทำประตูแรกได้ในสีเสื้อทีมชาติชุดใหญ่ ในเกมที่ โปรตุเกศ เอาชนะ แอลจีเรีย 3-0

และมั่นใจว่ากุนซือทีมชาติโปรตุเกส แฟร์นานโด ซานโต๊ส ตัดสินใจหนีบชื่อ บรูโน่ เฟอร์นันเดส ร่วมทีมฝอยทองชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย โดยทัวร์นาเมนท์นี้ บรูโน่ ไม่มีเวลาพอสำหรับโอกาสลงสนามเพราะมีส่วนร่วมไปเพียงเกมเดียวเท่านั้น ทั้ง โปรตุเกส ก็จอดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ยังไงก็ตาม ในศึก  UEFA เนชั่นส์ ลีก มิดฟิลด์รายนี้ มีส่วนร่วมกับเกมนัดสำคัญตั้งแต่รอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งตัวเขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งหมด ก่อนจะนำทีมชาติผงาดคว้าแชมป์รายการนี้ไปครอง

มิดฟิลด์ระดับดาวซัลโว !
แมนยูเดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ! 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บรูโน่ เฟอร์นันเดสAvatarการตีพิมพ์ 8 months ago เมื่อ 14-01-2020โดย
เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ! 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บรูโน่ เฟอร์นันเดส | Tadoo
ชั่วโมงนี้คงไม่มีกระแสไหนในตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม กระฉ่อนเท่าเขาคนนี้อีกแล้ว บรูโน่ เฟอร์นันเดส มิดฟิดล์ทีมชาติโปรตุเกส ของสโมสร สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังซูเปอร์ลีก โปรตุเกส

โดยเป็น ปีศาจแดง ปีศาจแดง ที่กลายเป็นข่าวกำลังจะได้ตัวดาวเตะวัย 25 กะรัตรายนี้ มาร่วมทีมด้วย ซึ่งความเป็นไปได้ของข่าวนี้ดูจะมีมูลความจริงเกินไปแล้ว 70 เปอร์เซนต์ เพราะไม่ว่าจะเป็นสื่อดังแดนฝอยทองหรือสื่อใน England  ก็ฟันธงและระบุไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

แต่เอาจริง ๆ แล้ว เจ้าหนุ่ม บรูโน่ เฟอร์นันเดส เนี่ย เริ่มมีชื่อบนหน้าหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ชื่อดังต่าง ๆ เพียง 1-2 ปี ให้หลังมานี้เองนะ หลังจากย้ายมาค้าแข้งใน ซูเปอร์ลีก โปรตุเกส กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

ส่วนช่วงที่ผ่าน ๆ มา พี่แกไปอยู่ไหนมาและเริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งยังไง เดี๋ยวบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับเขาภายใน 5 ข้อ ลุยยยยย !!!

1. บรูโน่ เฟอร์นันเดส เป็นใครมาจากไหน ?
เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ! 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บรูโน่ เฟอร์นันเดส | ข่าวโดย Tadoo

ชื่อเต็มของเขา บรูโน่ มิเกล บอร์เกส แฟร์นานเดส เกิดวันที่ 8 กันยายน 1994 ราศีกันย์ ทุกวันนี้อายุ 25 ปี มิดฟิลด์เจ้าของส่วนสูงเพียง 179 เซนติเมตร สัญชาติโปรตุเกส เริ่มต้นอาชีพกับ เบาวิสต้า สโมสรท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งผลงานก็ไปเข้าตาทีมแมวมองของ โนวาร่า ทีมระดับเซเรีย บี ในอิตาลี ก่อนถูกดันขึ้นชุดใหญ่ในวัย 18 ปี ฤดูกาล 2012/13

จนในที่สุดทีมดังแห่งศึกฟุตบอล เซเรียอา อิตาลี อย่าง อูดิเนเซ่ สะดุดตาซื้อตัวไปร่วมทีมด้วย ซึ่งในเวลานั้นเขาก็ได้ลงเล่นเคียงข้างกับสตาร์ดังของทีมอย่าง อันโตนิโอ ดินาตาเล่ ก่อนจะโยกไปร่วมทีม ซามพ์โดเรีย ด้วยสัญญายืมตัวพร้อมเงื่อนไขซื้อขาด

ในปี 2017 บรูโน่ เฟอร์นันเดส ติดทัพฝอยทองชุด ยู-21 ในศึกชิงแชมป์ยุโรป ก่อนจะทำผลงานได้เป็นที่พอใจ ก่อนจะเป็น สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังแดนฝอยทองบ้านเกิด ยอมควักเงิน 8.5 ล้านยูโร ดึงตัวไปร่วมทีมในปี 2017 พร้อมกับสร้างชื่อขึ้นมาเป็นที่น่าจับตาจากบรรดาทีมดังยุโรปในเวลานี้

บรูโน่ เฟอร์นันเดส ลงเล่นไปแล้วให้สโมสรทุกวันนี้ 81 เกมจากทุกรายการทำไปได้ 39 ประตู โดยในฤดูกาลนี้ผลงานการลงสนาม 23 เกมจากทุกรายการ ซัดไปแล้ว 15 ประตู กับ 7 แอสซิตส์ พร้อมกัน

2. ผลงานกับทีมชาติ ยังรอวันผงาด
เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ! 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บรูโน่ เฟอร์นันเดส | ข่าวโดย Tadoo

บรูโน่ ติดธงทัพฝอยทองไล่มาตั้งแต่ชุด ชุดยู-19, 20, 21 และ 23 ก่อนจะได้โอกาสติดทีมชาติชุดใหญ่ ชุดลุยศึกโอลิมปิก เมื่อปี 2016 ที่จอดป้ายในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ทัวร์นาเมนท์นั้นนับเป็นรายการที่เขาได้รับโอกาสลงสนามแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทำให้ต่อยอดมาถึงปี 2018 บรูโน่ ได้โอกาสลงสนามในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเป็นเกมแรกในนัดที่เจอกับ หมู่เกาะแฟร์โร โดยลงสนามเป็นตัวสำรองแทนที่ของ ปิซซี่ หลังต่อไปไม่นานในเกมอุ่นเครื่อง เขาสามารถทำประตูแรกได้ในสีเสื้อทีมชาติชุดใหญ่ ในเกมที่ โปรตุเกศ เอาชนะ แอลจีเรีย 3-0

และฟันธงว่ากุนซือทีมชาติโปรตุเกส แฟร์นานโด ซานโต๊ส ตัดสินใจหนีบชื่อ บรูโน่ เฟอร์นันเดส ร่วมทีมฝอยทองชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย โดยทัวร์นาเมนท์นี้ บรูโน่ ไม่มีเวลาพอสำหรับโอกาสลงสนามเพราะมีส่วนร่วมไปเพียงเกมเดียวเท่านั้น และ โปรตุเกส ก็จอดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ยังไงก็ตาม ในศึก  UEFA เนชั่นส์ ลีก มิดฟิลด์รายนี้ มีส่วนร่วมกับเกมนัดสำคัญตั้งแต่รอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งตัวเขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งหมด ก่อนจะนำทีมชาติผงาดคว้าแชมป์รายการนี้ไปครอง

3. ห้องเครื่องแดนกลางระดับดาวซัลโว !

ตำแหน่งหลัก ๆ ที่มักจะเห็น บรูโน่ ประจำการณ์เลยก็คือ มิดฟิลด์ คือเป็นห้องเครื่องแดนกลางที่เล่นได้ทุกตำแหน่งจริง ๆ ในแผงมิดฟิลด์ ซึ่งน่าจะทำให้บรรดากุนซือหลายสโมสรตาลุกแววขึ้นมาเลยทีเดียว

เขาไม่ใช่แค่ห้องเครื่องที่คอยป้อนบอลให้เพื่อน ๆ หรือคุมจังหวะเกมเพียงอย่างเดียว เพราะเขามีสกิลการยิงประตูที่เฉียบคมประหนึ่งว่าเป็นกองหน้า โดยเฉพาะลูกยิงแถว 2 นี่มีลุ้นแทบทุกลูก การวางเท้าของเขามันดีมาก ๆ

พูดไปจะหาว่าอวย บรูโน่ เฟอร์นันเดส เคยเป็นดาวซัลโวสูงสุดของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาแล้วจากฤดูกาลก่อน ด้วยผลงาน 32 ประตูกับอีก 18 แอสซิสต์จากทุกรายการ เอาชนะกองหน้าอย่าง บาส ดอสต์ ที่ทำได้เพียง 22 ลูกเท่านั้น

แต่ก็ใช่ว่าจะเปรี้ยงปร้างแค่ซีซั่นเดียวเท่านั้นนะ เพราะฤดูกาลล่าสุด 2019/20 เขาก็ยังคงรักษาผลงานของตัวเองไว้ได้เป็นอย่างดีด้วยการยิงไปแล้ว 15 ประตูกับอีก 13 แอสซิตส์ จากการลงสนามไปแล้ว 25 นัดจากทุกรายการ ไม่แน่นะว่าเขาอาจจะทำลาย Stats ของปีที่แล้วก็ได้ ถ้าไม่ถูกทีมใดซื้อตัวไปซะก่อน

เกียรติประวัติส่วนตัวและในนามสโมสรและทีมชาติ ของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส
fernandes-sporting-trophy

สโมสร สปอร์ติ้ง ลิสบอน
– Taça da Liga : 2017-2018, 2018-2019
– Taça de Portugal : 2018-2019
ทีมชาติ โปรตุเกส
– UEFA Nations League : 2018-2019

รางวัลส่วนตัว
– Primeira Liga Player of the Month : August 2017, September 2017, April 2018, December 2018, February 2019, March 2019, April 2019
– SJPF Young Player of the Month : August 2017, September 2017, October/November 2017, February 2018, April 2018
– UEFA Europa League Squad of the Season : 2017-2018
– Primeira Liga Team of the Year : 2017-2018, 2018-2019
– Primeira Liga Player of the Year : 2017-2018, 2018-2019
– UEFA Nations League Finals Team of the Tournament : 2019
– CNID Footballer of the Year : 2019

Posted on Leave a comment

ประวัติ มิชาเอล บัลลัค

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : มิชาเอล บัลลัค
วันเกิด : 26 กันยายน 1976
สถานที่เกิด : กอร์ลิตซ์, เยอรมัน ตะวันออก
สัญชาติ : เยอรมัน
สโมสร : เชลซี   ufa1688 
ตำแหน่ง : มิดฟิลด์
เบอร์เสื้อ : 13

มิชาเอล บัลลัค นักฟุตบอชื่อดังชาวเยอรมัน เกิดช่วงวันที่ 26 กันยายน ปี 1976 ที่เมืองกอร์ลิตซ์ ประเทศเยอรมัน ในฝั่งตะวันออก ปัจจุบันค้าแข้งอาชีพกับ สโมสร เชลซี ทีมดังในศึกพรีเมียร์ชิพ อังฤษ นอกจากนี้ เขายังเป็นกัปตันทีม "อินทรีเหล็ก" อีกด้วย

เริ่มอาชีพนักเตะ

1983-1997 : เชมนิตเซอร์

บัลลัค เริ่มเส้นทางการเป็นนักเตะตั้งแต่ในวัย 7 ขวบ เมื่อพ่อของเขาส่งตัวลูกชายไปร่วมทีมเยาวชนของสโมสรเบเอสจี "ฟริตซ์ เฮคเกิร์ต" คาร์ล มาร์กซ์ สต๊าดท์ และเจ้าหนูบัลลัค ก็ค่อยๆฝึกฝนเพิ่มทักษะ และฝีเท้าในเชิงลูกหนังขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย จนวันเวลาผ่านไปเขาก็ได้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมเยาวชนชุดใหญ่ของสโมสร และได้ลงสนามอย่างเป็นทางการนัดแรก ในวันที่ 4 ตุลาคม ปี 1983

ในปีที่ 3 ของการลงเล่นให้กับสโมสร บัลลัค ในวัย 10 ขวบ ทำผลงงานได้ยอดเยี่ยม ซัดกระจุยกระจายถึง 57 ประตู จากการลงสนามเพียง 16 นัด เก่งเกินพวกเด็กๆในวัยเดียวกันอย่างชัดเจน ทำให้ได้ย้ายไปสู่สโมสรที่ใหญ่ขึ้นก็คือ เอฟซี คาร์ล มาร์กซ์ สตั๊าดท์ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรเชมนิตเซอร์ เอฟซี

ในปี 1995 บัลลัค ได้รับสัญญานักเตะอาชีพเป็นนัดแรก จากนั้นก็ได้ลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพเป็นนัดแรก ในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1995 ในนัดเปิดสนามของลีกา 2 เยอรมัน ฤดู 1995/1996 โดยในเกมนั้น เชมนิตเซอร์ แพ้ ไลป์ซิก 1-2 และในตอนจบฤดูนั้น ต้นสังกัดของบัลลัค ก็หล่นสู่ลีกระดับดิวิชั่น 3 แต่ บัลลัค ซึ่งลงสนามไป 15 นัด ก็ยังก้าวไปติดทีมชาติเยอรมัน ชุดอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นนัดแรก ในวันที่ 26 มีนาคม 1996

ในฤดูต่อมา บัลลัค เปลี่ยนเป็นผู้เล่นกำลังสำคัญของทีม โดยที่เขาไม่พลาดการลงสนามเลยแม้แต่นัดเดียว ทำได้ 10 ประตู แทบจะช่วยให้ เชมนิตเซอร์ เลื่อนชั้นขึ้นมาได้ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

ballack

1997-1999 : ไกเซอร์สเลาเทิร์น

อย่างไรก็ตาม บัลลัค ก็ไม่ต้องทนเล่นในระดับลีกา 3 ต่อไป เมื่อ ไกเซอร์สเลาเทิร์น ภายใต้การคุมทีมของ อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล กุนซือคนเก่ง ที่พึ่งจะเลื่อนชั้นจากลีกา 2 ขึ้นสู่บุนเดสลีกา ในฤดู 1997/1998 คว้าตัวเขาไปร่วมทีมในช่วงหน้าร้อนของปี 1997 และนี่ก็คือก้าวสำคัญในการผงาดขึ้นมาเป็นสุดยอดนักเตะเมืองเบียร์ของเขา

บัลลัค ได้ลงสนามให้กับ ไกเซอร์สเลาเทิร์น เป็นนัดแรก ในเกมที่ออกไปเยือน คาร์ลสรูห์ โดย เรห์ฮาเก้ล ส่งเขางสนามในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของเกม หลังจากนั้น ในวันที่ 28 มีนาคม 1998 บัลลัค ก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงให้กับไกเซอร์สเลาเทิร์น เป็นนัดแรก โดยคู่ต่อสู้ในนัดนั้นก็คือ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และหน้าที่สำคัญของเขาก็คือการตามประกบ เอเมอร์สัน เพลย์เมกเกอร์ของทีม "ห้างขายยา" ในตอนนั้น ซึ่ง บัลลัค ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ทำให้ เอเมอร์สัน โดนตัดขาดไปจากเกมเลย

ในฤดูแรกกับ ไกเซอร์สเลาเทิร์น นั้น บัลลัค ลงสนามไป 16 นัด เป็นหนึ่งในนักเตะที่ช่วยพาทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์บุนเดสลีกา ได้ตั้งแต่ฤดูแรกที่เลื่อนชั้นมาจากลีกา 2 เป็นทีมแรก และในฤดูต่อมา บัลลัค ก็แปลงเป็นกำลังสำคัญของทีม ลงสนามไป 30 นัด ทำได้ 4 ประตู พาทีมผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะโดน บาเยิร์น มิวนิค เขี่ยตกรอบ

ภายหลังที่ บัลลัค ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ ได้ประมาณ 2 เดือน เขาก็ถูก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซื้อตัวไปร่วมทีม ด้วยค่าตัว 4.8 ล้านปอนด์ โดยที่ในทีม "ห้างขายยา" เขาได้รับอิสระในการเล่นจากทั้ง คริสโตฟ ดอม และ เคลาส์ ท็อปโมลเลอร์ กุนซือของทีม ให้ขึ้นมาทำหน้าที่ในเกมรุกมากขึ้นกว่าในสมัยที่เล่นให้กับ ไกเซอร์สเลาเทิร์น ที่เขาเล่นเป็นกองกลางตัวรับ

1999-2002 : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

หน้าที่ใหม่ในทีมเลเวอร์คูเซ่น ทำให้ บัลลัค ทำได้ถึง 36 ประตู จาก 3 ฤดูในไบอารีน่า แม้ว่าจะไม่มีแชมป์รายการใดติดมือเลยก็ตาม โดยนัดสุดท้ายของฤดู 1999/2000 เลเวอร์คูเซ่น ต้องการแค่เสมอกับทีมรองบ่อนอย่าง อุนเตอร์ฮัคกิ้ง ก็จะได้แชมป์บุนเดสลีกา มาครองแล้ว แต่พวกเขาก็แพ้ โดยการทำเข้าประตูตัวเองของ บัลลัค

ในฤดู 2001/2002 บัลลัค และ เลเวอร์คูเซ่น ต้องเจ็บปวดสิ่งแรกอีกที เมื่อพวกเขามีลุ้นแชมป์บุนเดสลีกา แต่ก็มาพลาดในช่วงสุดท้ายอีกรอบ ทำให้ได้แค่รองแชมป์ ขณะที่เข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็แพ้ รีล มาดริด และยังมาแพ้ในนัดชิงชนะเลิศของ เดเอฟเบ โพคาล หรือ เยอรมัน คัพ อีกด้วย พลาดแชมป์ 3 รายการในปีเดียว อย่างน่าเจ็บใจ นอกจากนั้น บัลลัค ยังพลาดถ้วยที่ 4 ในฤดูนั้นอีก เมื่อพาทีมชาติเยอรมัน เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศบอลโลก ก็แพ้ บราซิล ชวดแชมป์ไปอีกรายการ
2002-2006 : บาเยิร์น มิวนิค

หลังจากนั้น บัลลัค ก็ถูก บาเยิร์น มิวนิค ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศ คว้าตัวไปร่วมทีม ด้วยค่าตัว 12.9 ล้านปอนด์ และก็ประสบความสำเร็จอย่างอย่างมากร่วมกับทีม "เสือใต้" ด้วยการคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 3 สมัย เดเอฟเบ โพคาล 2 สมัย ทำได้ 47 ประตู จากการลงสนาม 135 นัด จากการลงสนามรับใช้ บาเยิร์น มานาน 4 ปี

บัลลัค หมดสัญญากับบาเยิร์น ในช่วงปิดฤดูนี้ และเขาก็เลือกที่จะไม่ต่อสัญญากับทีม "เสือใต้" ทำให้เขาสามารถย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัวตามกฎบอสแมน ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็เลือกที่จะย้ายไปร่วมทีมเชลซี มหาเศรษฐีแห่งอังกฤษ และรับค่าเหนื่อยมหาศาล ทำให้บรรดาทีมอื่นๆที่เล็งตัวเขาไว้เช่นกัน ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, รีล มาดริด และ เอซี มิลาน ต้องผิดหวังไปถ้วนหน้า
2006-ปัจจุบัน : เชลซี

บัลลัค ย้ายมาร่วมทีมเชลซี แบบไร้ค่าตัว ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2006 และลงเล่นให้กับทีมนัดแรกในเกมช่วงปรี-ซีซั่น ในเดือน เดือนกรกฎาคม 2006 ซึ่งในฤดูแรกของเขาก็เชลซี ยังไม่ถือว่าโดดเด่นมากนัก โดยกว่าที่เขาจะยิงประตูแรกในพรีเมียร์ชิพให้กับทีม "สิงห์บูลส์" ได้ก็ปาเข้าไปในเดือนตุลาคม ในเกมที่พบกับ พอร์ทสมัธ ก่อนที่ฟอร์มของเขาจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ และจบฤดูนี้ ด้วยการยิงประตูให้ทีมไป 8 ลูก ในทุกรายการ พร้อมกับ คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ อีกด้วย

ไปสู่ฤดู 2006-2007 ฟอร์มของ บัลลัค เริ่มชัดเจนและอันตรายมากขึ้น โดยเขามีส่วนช่วยให้ เชลซี ลุ้นถึง 4 แชมป์ ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์, เอฟเอ คัพ, คาร์ลิ่ง คัพ และ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก แม้ว่าจะเป็นปีที่เขาต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บอยู่หลายครั้งหลายจนต้องพักยาวไปนานหลายเดือน อย่างไรดี ในสุดท้าย เขาก็ไม่อาจนำทีม เชลซี คว้าแชมป์อะไรก็ตามได้เลย หลังจบฤดู 2007

ฤดูที่ 2008-09 ฟอร์มของบัลลัคถือว่าใช้ได้ แม้เขาจะยิงให้ทีมเพียงแค่ 4 ประตูรวมทุกรายการ แต่ก็ผ่านบอลให้คนอื่นยิงหลายต่อหลายครั้ง เป็นขุมกำลังสำคัญที่ทำให้สิงห์บลู คว้าแชมป์ เอฟเอคัพ และได้ต่อสัญญากับทีมออกไปอีก 1 ปี

ทีมชาติเยอรมัน

บัลลัค เริ่มติดธงทีมชาติเยอรมัน ในทีมชุดยู-21 ปี สมัยที่เขายังค้าแข้งอยู่กับทีม เชมนิตเซอร์ และภายหลังที่เขาย้ายไปร่วมทีม ไกเซอร์ฯ ได้เพียง 2 เดือน วันที่ 1 กรกฎาคม 1999 บัลลัค ในวัย 22 ปี ก็ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ โดยเกมแรกที่เขาได้ลงสนาม เกิดขึ้นในนัดที่พบกับ สกอตแลนด์ ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแทน ดีทมาร์ ฮามันน์

ในยูโร 2000 บัลลัค มีชื่อติดทีม "อินทรีเหล็ก" ด้วยเช่นกัน แต่ทว่า เขาก็ไม่ได้โอกาสลงเล่นมากนัก จนไปสู่บอลโลก 2002 บัลลัค ก็สามารถยึดตำแหน่งในทีมชาติได้อย่างถาวร พร้อมกับช่วยให้ เยอรมัน ทำผลงานผ่านเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ก่อนที่จะไปพ่ายต่อ บราซิล ซึ่งในเกมนั้น เขาไม่ได้ลงสนาม เหตุเพราะ ติดโทษแบนพอดี

ในยูโร 2004 เยอรมัน ภายใต้การคุมบังเหียนของ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ กุนซือคนใหม่ในตอนนั้น ก็มอบหมายปลอกแขนกัปตันทีมให้กับ บัลลัค และในศึกบอลโลก ปี 2006 ที่เยอรมัน บัลลัค ก็มีปัญหาอาการบาดเจ็บที่น่อง จนทำให้ ไม่สามารถช่วยทีมลงเล่นเกมนัดแรกที่พบกับ คอสตาริก้า ได้ แต่เขาก็กลับมาลงเล่นได้ในอีก 5 เกมต่อมา ก่อนที่ เยอรมัน จำเป็นจะต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบรองชนะเลิศ อย่างไรก็ดี เขาก็มีส่วนช่วยทีม คว้าชั้นที่ 3 ได้สำเร็จ ในที่สุด โดย บัลลัค ได้เป็น "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" ในเกมนั้น รวมทั้งเมื่อจบทัวร์นาเม้นต์ เขาก็ได้ติดทีม รวมดาราบอลโกล อีกด้วย

ในศึกยูโร 2008 ที่ออสเตรีย และ สวิตเซอร์แลนด์ บัลลัค มีส่วนสำคัญที่พาทีม "อินทรีเหล็ก" ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ได้สำเร็จ แต่ในตอนท้าย ทีมก็ต้องแพ้ให้กับ สเปน ไปในรอบชิงชนะเลิศ อย่างไรก็ตาม จบทัวร์นาเมนต์ บัลลัค ก็ยังมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของฟีฟ่าเป็นการปลอบใจ

ปัจจุบัน บัลลัค แม้จะอายุ 32 แล้ว แต่ก็ยังติดทีมชาติชุดคัดบอลโลกอยู่ตอนนี้

ชีวิตส่วนตัว

บัลลัค แต่งงานกับ ซิมิโอเน่ ลัมเบ้ โดยทั้งคู่มีลูกวัยน่ารักด้วยกัน 3 คน ได้แก่ หลุยส์, เอมิลิโอ และ จอร์ดี้

เกียรติประวัติที่เคยได้รับ

ระดับส่วนตัว
German Footballer of the Year : 2002,2003,2005
UEFA Club Midfielder of the Year : 2002
Selected in FIFA's 100 Greatest Living Players
Soccer Digest World Player of the Year : 2002

ระดับสโมสร

ไกเซอร์สลาเทิร์น
บุนเดสลีกา : 1998

บาเยิร์น มิวนิค
บุนเดสลีกา : 2003, 2005, 2006
เยอรมันคัพ: 2003, 2005, 2006 

เชลซี
ลีกคัพ : 2007 
เอฟเอคัพ : 2007, 2009
พรีเมียร์ลีก : รองแชมป์ 2006, 2007
ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก : รองแชมป์ 2008

ทีมชาติเยอรมัน
FIFA World Cup : รองแชมป์ ปี 2002
UEFA European Football Championship : รองแชมป์ ปี 2008
FIFA World Cup : ชั้น 3 ปี 2006
FIFA Confederations Cup : ชั้น 3 ปี 2005

Posted on Leave a comment

เอริก ก็องโตนา กับการเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศส

ufa1688 ก็องโตนาเป็นที่ชื่นชอบของมีแชล ปลาตีนี ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมชาติในขณะนั้น ซึ่งปลาตีนีพูดถึงก็องโตนาว่า เขาจะต้องเลือกก็องโตนาเป็นหนึ่งในขุนพลเลอเบลออย่างแน่นอน ถ้ายังเล่นได้อย่างสุดยอด ปลาตีนีเป็นอีกคนหนึ่งที่ริเริ่มความคิดการเล่นฟุตบอลในอังกฤษให้กับก็องโตนา

ภายหลังล้มเหลวจากศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1992 ที่ประเทศสวีเดน ปลาตีนีก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งขณะนั้นฝรั่งเศสมีคู่ศูนย์หน้า คือ ก็องโตนาและฌ็อง-ปีแยร์ ปาแป็ง ผู้ที่เข้ามารับงานต่อจากปลาตีนีก็คือ เฌราร์ อูลีเย

ฝรั่งเศสไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกไปเล่นฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกาได้ในอีกสองปีต่อมา หลังจากที่แพ้บัลแกเรียคาบ้าน 2 ต่อ 1 ซึ่งฝรั่งเศสต้องการเพียงแค่ผลเสมอ ในเกมนั้น ดาวีด ฌีโนลา ทำบอลเสียนำไปสู่การได้ประตูชัยของบัลแกเรียโดยเอมิล กอสตาดีนอฟ ทำให้ก็องโตนาโกรธฌีโนลามาก หลังเกมนั้น อูลีเยลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เอเม ฌาแก เข้ามาสานงานต่อ

สองปีต่อมา ฝรั่งเศสผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1996 ที่อังกฤษได้สำเร็จ ซึ่งฌาแกได้ปรับปรุงทีมโดยใช้ผู้เล่นสายเลือดใหม่สองสามคน หนึ่งในนั้นก็คือกองกลางจอมทัพซึ่งมีลีลาการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจและมีความเป็นผู้นำสูงอย่างซีเนดีน ซีดาน โดยก็องโตนาถูกหมางเมิน

หลายฝ่ายต่างคาดการณ์กันว่า ก็องโตนาคงจะหลุดจากทีมชาติชุดลุยบอลโลกที่ประเทศตัวเองอย่างแน่นอน และมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ก็องโตนาประกาศเลิกเล่นเมื่อปี พ.ศ. 2540 ก็เพราะว่าต้องการหลีกเลี่ยงแรงกดดันที่ฌักเก้ต์และทีมชาติฝรั่งเศสต้องเผชิญจากการที่ไม่เลือกเขาร่วมทีม

ฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่ประเทศตัวเองได้สำเร็จ โดยซีดานทำสองประตูในนัดชิงชนะเลิศกับบราซิล